
เอกชนหนุน ‘Invest India’
คณะผู้แทนนักธุรกิจจากอินเดียและไทยได้มีการพบปะหารือกัน ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าการลงทุนทวิภาคีของทั้งสองประเทศ
คณะผู้แทนนักธุรกิจจากอินเดียและไทยได้มีการพบปะหารือกัน ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าการลงทุนทวิภาคีของทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้ ได้มีการประชุม India-Thailand Joint Business Forum (ITJBF) ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2559 ณ กรุงนิวเดลี โดย สนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วม ITJBF ฝ่ายไทย นำสมาชิกและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มี ปรีดี ดาวฉาย ประธาน กกร. และ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทนภาคเอกชนระดับสูง รวม 30 ราย เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วย ฝ่ายอินเดียมี Mr. O.P. Lohia จากบริษัท อินโดราม่า ในฐานะเป็นประธานร่วม ITJBF ฝ่ายอินเดีย นำสมาชิกคณะผู้แทนเอกชนอินเดียประมาณ 20 คน จาก Confederation of Indian Industry (CII)
สำหรับการประชุม ITJBF ครั้งนี้ได้มีการหารือถึงโอกาสและความท้าทายในการเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนทวิภาคีของทั้งสองประเทศ Mr. O.P. Lohia กล่าวว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอินเดียได้ลดลงจาก 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2557-2558 ที่ผ่านมา โดยในปี 2558 มูลค่าการส่งออกจากอินเดียไปยังไทยอยู่ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในทางตรงกันข้าม ไทยมีมูลค่าส่งออกไปยังอินเดีย 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอโอกาสและอุปสรรคทั้งในด้านการค้าและบริการ ภายใต้นโยบาย Early harvest และ FTA ในสาขาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น
สนั่น กล่าวว่า ฝ่ายไทยและอินเดียได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เพิ่มเป็น 2 เท่า จาก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2564 ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันแสวงหาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ในนโยบายการค้าเสรีของรัฐบาลไทยและอินเดีย
ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้มีนโยบายในการส่งเสริมให้ชาวไทยไปลงทุนในต่างชาติให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบาย “Make in India” ที่รัฐบาลอินเดียได้มีการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในอินเดีย จึงเป็นแนวทางการส่งเสริมการลงทุนที่ตรงกันของทั้งสองประเทศ และยังคาดว่าการลงทุนของไทยในอินเดียจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการลงทุนจากไทยสู่อินเดียจะเพิ่มขึ้นอย่างง่ายดาย ถ้าหากนักลงทุนไทยได้รับการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนด้วยนโยบาย “Invest India” ทั้งนี้เอกชนไทยได้มีความสนใจที่จะลงทุนที่อินเดียในสาขาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐาน และโรงแรม เป็นต้น และสาขาอุตสาหกรรมของไทย อันได้แก่ แปรรูปอาหาร และด้านการบริการ โดยเฉพาะการแพทย์และพยาบาล นอกจากนี้ยังได้มีความสนใจเฉพาะเป็นอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา (Buddhist Circuit Tourism)
ทั้งนี้ ความท้าทายที่จะบรรลุเป้าหมายการค้าและการลงทุนในอินเดีย เกี่ยวเนื่องกับความแตกต่างของนโยบายระหว่างรัฐบาลกลางและในแต่ละรัฐบาลท้องถิ่นของอินเดีย รวมถึงการบูรณาการระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกแก่นักลงทุน ตลอดจนการขออนุมัติวีซ่าระหว่างทั้งสองประเทศที่ปัจจุบันยังประสบความล่าช้า และค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ถ้าหากสิ่งเหล่านี้ได้รับการแก้ไขก็จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างสองประเทศได้ง่ายยิ่งขึ้น







