
ห่วงก๊าซฯหายช่วงรอยต่อสัมปทาน
สนพ.เผยผลศึกษาชี้หากได้รายใหม่ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มเป็น 20 ล้านตัน/ปี
สนพ.เผยผลศึกษาชี้หากได้รายใหม่ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มเป็น 20 ล้านตัน/ปี
สนพ.แจงผลศึกษาสัมปทานฯ หมดอายุ ชี้หากได้เอกชนรายใหม่อาจทำให้การบริหารขาดความต่อเนื่อง
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบและทางออกสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ” ว่า สนพ.ได้จัดทำผลศึกษาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรองรับกรณีสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งหมดอายุในปี 2565-2566 โดยกำหนดสมมติฐานกรณีเหตุการณ์ร้ายแรงสุด ที่ได้ผู้รับบริหารแหล่งปิโตรเลียมรายใหม่ จะส่งผลให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมลดกำลังการผลิตลงจนทำให้ปริมาณก๊าซหายไปจากระบบ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน และจะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เข้ามาทดแทนมากกว่าแผน
“จะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาทดแทนเพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านตัน ในช่วงปี 2561-2564 แต่สิ่งที่กังวลคือโครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีจะเสร็จไม่ทัน เนื่องจากโครงการแอลเอ็นจีแห่งแรกรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีรวม 11.5 จะทยอยเสร็จในปี 2560-2562 ส่วนคลังแอลเอ็นจีแห่งที่ 2 รองรับการนำเข้าได้อีก 7.5 ล้านตัน/ปี จะเสร็จในปี 2565” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ ระบุว่า ในช่วงปี 2561-2564 สนพ.ประเมินปริมาณนำเข้าแอลเอ็นจีรวมทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 30 ล้านตัน บนพื้นฐานกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินรวม 3,000 เมกะวัตต์ ไม่เกิดตามแผน โดยปี 2561 ต้องนำเข้า 5 ล้านตัน ปี 2562 และ ปี 2563 นำเข้าปีละ 6 ล้านตัน ปี 2564 นำเข้า 9 ล้านตัน และปี 2565 นำเข้า 4 ล้านตัน โดยประเด็นที่เป็นห่วงคือ ในปี 2564 มีความต้องการแอลเอ็นจีถึง 9 ล้านตัน หากนำเข้าไม่ได้ทันจะกระทบกับกำลังการผลิตไฟฟ้า 6,300 เมกะวัตต์
นายประเสริฐ กล่าวว่า สนพ.ยังได้ศึกษาโดยมองบนพื้นฐานที่มีปัจจัยเสี่ยงร้ายแรง คือ เมื่อมีการเปิดประมูลหาผู้มาลงทุน 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ แหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ หากได้เอกชนรายใหม่จะทำให้เกิดช่วงรอยต่อ 6-7 ปี และจะทำให้มีปัญหาปริมาณก๊าซหายไป เนื่องจากผู้รับสัมปทานรายเดิมจะเริ่มทยอยลดกำลังการผลิตลงตั้งแต่ช่วงปี 2561 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้เกิดเสี่ยงใน 4 กรณี คือ 1.ไม่มีก๊าซพอสำหรับการผลิตไฟฟ้า 2.เสี่ยงไฟฟ้าดับ 3.กระทบอุตสาหกรรมปิโตรเลียมเคมี 3.ส่งผลกระทบต่อการใช้เอ็นจีวีในภาคขนส่ง และ 4.เกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพก๊าซ
สำหรับทางออกที่ได้ศึกษาไว้ คือ การนำมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อลดการใช้ไฟฟ้ามาใช้ เพิ่มการใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นทดแทน รวมทั้งการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เพื่อทดแทนการผลิตในประเทศและใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน เช่น แนฟทา
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. กล่าวถึงแผนรองรับกรณีการจัดหาปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยลดลง ว่า ปตท.ได้ลงทุนขยายคลังแอลเอ็นจีแห่งแรกจาก 5 ล้านตัน เป็น 11.5 ล้านตัน/ปี มีกำหนดทยอยแล้วเสร็จปี 2560-2562 ในขณะที่โครงการคลังแอลเอ็นจีแห่งที่ 2 รองรับการนำเข้าได้ 7.5 ล้านตัน/ปี มีกำหนดเสร็จในปี 2565
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ปริมาณก๊าซที่หายไปช่วงรอยต่อสัมปทานหมดอายุ จะกระทบกับโรงแยกก๊าซทำให้แอลพีจีจะหายไปช่วงปี 2561-2565 เฉลี่ยปีละเกือบ 1 ล้านตัน โดยเฉพาะในปี 2564 นั้นจะขาดถึง 1.3 ล้านตัน โดยเรื่องนี้ทาง บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล (พีทีทีจีซี) อยู่ระหว่างการศึกษา Naphtha Cracker ที่จะนำแนฟทามาเป็นวัตถุดิบผลิตปิโตรเคมีแทนก๊าซได้กำลังผลิตประมาณ 1.2 ล้านตัน/ปี ซึ่งคาดว่าจะเสร็จปี 2563 โดยจะทดแทนแอลพีจีส่วนที่หายไปตั้งแต่ปี 2561-2562 แต่ก็ยังต้องนำเข้าแอลพีจีเฉลี่ยปีละ 8-9 แสนตัน







