
Cost Benefit คุ้มเปล่า?
วันนี้เป็นวันสำคัญหนึ่งของโลกเลยครับ เป็นวันที่ประชาชนชาวอังกฤษจะตัดสินใจว่าจะอยู่ในสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปหรือไม่ หรือที่เรียกกันว่า Brexit ระหว่างนี้ก็มีผลโหวตต่างๆ นานา ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ระหว่างผู้ที่โหวตว่าจะอยู่ต่อ กับผู้ที่โหวตว่าจะไป โดยต่างฝ่ายต่างก็พยายามยกข้อเสียของการตัดสินใจในแต่ละฝ่ายมาโน้มน้าวในการตัดสินใจ
วันนี้เป็นวันสำคัญหนึ่งของโลกเลยครับ เป็นวันที่ประชาชนชาวอังกฤษจะตัดสินใจว่าจะอยู่ในสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปหรือไม่ หรือที่เรียกกันว่า Brexit ระหว่างนี้ก็มีผลโหวตต่างๆ นานา ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ระหว่างผู้ที่โหวตว่าจะอยู่ต่อ กับผู้ที่โหวตว่าจะไป โดยต่างฝ่ายต่างก็พยายามยกข้อเสียของการตัดสินใจในแต่ละฝ่ายมาโน้มน้าวในการตัดสินใจ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมเชื่อว่าชาวอังกฤษคงจะใช้หลักต้นทุนผลประโยชน์คือต้นทุน ผลประโยชน์ว่าทางเลือกไหนจะดีกว่ากัน โดยต้นทุนจะไม่ใช่หมายถึงทรัพย์สินที่จับต้องได้เช่นเรื่องเงินอย่างเดียว แต่รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาระ เวลา ความเสี่ยง ฯลฯ และผลประโยชน์ก็เช่นกันจะไม่ใช่หมายถึงทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น เรื่องเงินอย่างเดียวเช่นกัน แต่รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ เช่น สิทธิประโยชน์ต่างๆ อำนาจต่อรอง บทบาทในตลาดโลก ฯลฯ
ตัวอย่างของต้นทุนหรือเหตุผลของคนที่ตัดสินใจจะออกจากอียู ก็คือ อังกฤษจ่ายค่าสมาชิกให้อียูอยู่ 1.29 หมื่นปอนด์/ปี หรือเฉลี่ย 35 ล้านปอนด์/วัน ทั้งนี้ อังกฤษจ่ายค่าสมาชิกสูงเป็นอันดับ 4 จากทั้งหมด 28 ประเทศในยูโรโซน การที่อังกฤษไม่มีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินด้วยตนเอง หรือการที่อังกฤษต้องรับภาระทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น การรับผู้อพยพ เป็นต้น
ส่วนตัวอย่างของต้นทุนหรือเหตุผลของคนที่ตัดสินใจจะอยู่ต่ออียู ก็เช่น การสูญเสียข้อตกลงการค้า Free Trade Agreement และเงื่อนไขภาษีของการค้าขายในกลุ่ม อียูอาจกระทบการส่งออกหลักของอังกฤษที่ปัจจุบันส่งออกไปยังอียูคิดเป็น 45% ของการส่งออกทั้งหมด
หากเราสังเกตดู ทั้งสองฝ่ายต่างจะพูดถึงผลเสียหรือต้นทุนของการตัดสินใจทั้งสิ้น ไม่ค่อยมีใครพูดถึงประโยชน์ที่จะได้เลย เหตุผลก็เพราะคนเรามักจะให้น้ำหนักกับความเจ็บปวดหรือความสูญเสีย คือต้นทุนหรือต้นทุนค่าใช้จ่าย มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ดังนั้น
นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ ก็คือ การรายงานผลสำรวจของสำนักข่าวต่างๆ ถามว่ามีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ หลายคนอาจมองว่าไม่น่าจะมีผล แต่จริงๆ มีผลมากครับ เพราะหลายครั้งคนเราไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลเสมอไป ส่วนใหญ่ตัดสินใจบนความเชื่อด้วยซ้ำ ดังนั้น หากคะแนนผลสำรวจไปทางฝ่ายใดมากกว่า ก็อาจทำให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจ ตัดสินใจไปทางนั้น เหตุผลก็เพราะความเชื่อของคนอีกนั่นแหละ ที่มองว่าการตัดสินใจตามคนส่วนใหญ่ปลอดภัยและน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ตรงนี้ก็เลยเป็นช่องทางของคนที่ไม่สุจริตปลอมหรือปั้นแต่งผลสำรวจหลอกๆ เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ออกมา ตรงนี้แหละครับที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาถึงไม่อนุญาตให้รายงานผลสำรวจก่อนปิดหีบเลือกตั้ง
เมื่อมองด้านต้นทุนแล้ว เราก็ต้องมามองด้านผลประโยชน์ หรือประโยชน์ที่ได้รับ จริงๆ แล้วชาวอังกฤษถือว่ามีข้อมูลครบในการตัดสินใจเลยทีเดียว เพราะเป็นสมาชิกอียูมาหลายปีแล้ว ย่อมรู้ดีว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเป็นสมาชิกอียูตอนที่ตัดสินใจเข้าอียูในครั้งนั้นได้อย่างที่หวังหรือไม่ มากกว่าหรือน้อยกว่าที่หวัง ประโยชน์ที่ได้ใช่ประโยชน์หลักที่ตนเองหรือไม่ หรือสิ่งที่ได้กลับเป็นประโยชน์รองไม่ใช่ประโยชน์หลัก
การตัดสินใจออกจากอียูจะทำให้ต้องเสียประโยชน์ทั้งหมดหรือไม่ หรือเสียเฉพาะประโยชน์รอง หากเสียเฉพาะประโยชน์รองที่ไม่สำคัญ การตัดสินใจคงง่ายมาก เหมือนอย่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน ประโยชน์หลัก คือ การเดินทางที่รวดเร็ว หลายคนที่เลือกชั้นประหยัด เพราะประโยชน์หลักคือการเดินทางถึงที่หมายยังคงบรรลุอยู่ โดยยอมเสียประโยชน์รอง คือ ความสะดวกสบาย เพราะเมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น กับความสะดวกสบายที่ได้เพิ่มขึ้น รู้สึกคุ้มค่ากว่า
แต่หากเสียประโยชน์หลักด้วย ก็ต้องมองหาทางเลือกอื่นที่รักษาประโยชน์หลักไว้ แต่คำนึงถึงต้นทุนผลประโยชน์ (Cost Benefit) แล้วคุ้มค่าสุด
มองเขาแล้วก็มามองเรา อีกไม่นานเราก็ต้องโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้ใช้เหตุผลศึกษาข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญอย่างเข้าใจก่อนตัดสินใจครับ
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกดไลค์ได้ที่เพจในเฟซบุ๊กชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







