posttoday
หุ้นเช้า 23 มิ.ย. ปิดลบ 1.23 จุด

หุ้นเช้า 23 มิ.ย. ปิดลบ 1.23 จุด

23 มิถุนายน 2559

ดัชนีเช้าวันนี้เคลื่อนไหวผันผวน แต่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ จนมาปิดที่ 1,423.45 จุด ลดลง 1.23 จุด หรือ 0.09% มูลค่าการซื้อขาย 19,961.97 ล้านบาท

ดัชนีเช้าวันนี้เคลื่อนไหวผันผวน แต่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ จนมาปิดที่ 1,423.45 จุด ลดลง 1.23 จุด หรือ 0.09% มูลค่าการซื้อขาย 19,961.97 ล้านบาท

บล.ธนชาต ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยเช้านี้ เคลื่อนไหวกรอบแคบมาก เพราะรอผลประชามติของอังกฤาที่จะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ ดังนั้นภาพดัชนีในช่วง 1-2 วันนี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวแคบ

ทั้งนี้แม้โพลส่วนใหญ่มองคะแนนเสียงระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนให้อยู่ต่อกับให้ออกสูสีกัน แต่มีโอกาสสูงที่ประชาชนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ประมาณ 10-12% จะให้น้ำหนักไปที่ “อยู่ต่อ” มากกว่า เนื่องจากไม่ต้องการรับความเสี่ยงในกรณีที่ อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกยูโร

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐ เริ่มเป็นเทรนด์ขาขึ้นระยะยาวตั้งแต่ต้นปี 2557เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลดการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการคิวอีก ซึ่งทำให้เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปลายปีที่แล้ว แต่ปีนี้เงินเหรียญสหรัฐ ได้กลับมาอ่อนค่าลงราว 2% นับจากต้นปี โดยปัจจัยหลักๆ มาจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟด จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปหลังจากยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน พ.ค. ออกมาน่าผิดหวัง อย่างไรก็ตามดัชนีชี้วัดตลาดแรงงานตัวอื่นๆ ยังคงแข็งแกร่ง และคาดว่าเฟด จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าอยู่ในขณะนี้ กลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

“ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในระยะคาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ในการประชุมเดือนธ.ค. และขึ้นอีก 3 ครั้งในปีหน้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะทรงตัวที่ 1.5% ไปจนถึงปลายปีหน้า ดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยในไทยที่ทรงตัวจะส่งผลดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับไปยังสหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท”

ทั้งนี้ คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 36.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐสหรัฐ และปี 2560 อยู่ที่ 37.0 บาทต่อเหรียญสหรัฐสหรัฐ และแนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่มากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และมีโอกาสได้กำไรจากค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ ที่จะกลับมาเป็นเทรนด์แข็งค่าในระยะยาว

หลักทรัพย์ทีมีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
THAI  มูลค่าซื้อขาย 1,533 ล้านบาท ปิดที่ 23.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท (+3.11%)
BANPU มูลค่าซื้อขาย 1,350 ล้านบาท ปิดที่ 14.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท (+0.71 %)
SCB มูลค่าซื้อขาย 558 ล้านบาท ปิดที่131.00 บาท ลดลง 0.50 บาท (0.38 %)
JAS มูลค่าซื้อขาย 529 ล้านบาท ปิดที่ 5.65 บาท ลดลง 0.10 บาท (1.74 %)
IVL มูลค่าซื้อขาย 517 ล้านบาท ปิดที่ 31.75 บาท ลดลง 0.25 บาท (0.78%)

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท