posttoday
Startup VS SME

Startup VS SME

22 มิถุนายน 2559

โดย...อัญรัตน์ พรประกฤต

โดย...อัญรัตน์ พรประกฤต

ทุกวันนี้เมื่อเราเปิดทีวี อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรือได้ข่าวงานสัมมนาต่างๆ จะได้ยินคำว่า Startup เสมอ ซึ่งถ้าเราแปลตรงตัว คำว่า Startup แปลว่า การเริ่มต้น ซึ่งก็น่าจะหมายถึงอะไรที่ยังไม่ใหญ่

ในแง่ของการทำธุรกิจ คำว่า Startup หมายถึง คือการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ำและขยายได้ง่ายนั่นเอง ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครเคยเห็น และหากต้องการขยายขนาดธุรกิจ ก็สามารถขยายและทำซ้ำได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากมายนัก โดยมักจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไอทีและเทคโนโลยีซะเป็นส่วนใหญ่

แต่ลักษณะธุรกิจหนึ่งที่อยู่คู่ประเทศไทยมาช้านาน คือธุรกิจ SME (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่งรัฐบาลและสถาบันการเงินต่างๆ พยายามโปรโมท้ธุรกิจ SME ให้เข้มแข็ง เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยให้แข็งแรง

หนึ่งในประเทศที่คนไทยคุ้นเคยกันดีคือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมี SME ที่เข้มแข็งมาก มีผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะจุดเด่นของตนเองอย่างชัดเจน  ดังนั้นสำหรับคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ แต่ยังไม่เข้าใจ และเห็นภาพไม่มากพอ หลายคนสับสนว่า Startup และ SME สองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร สองธุรกิจนี้แท้จริงแล้วมีอะไรที่เหมือนและแตกต่างกัน สามารถดูได้ดังนี้

แนวคิดในการเริ่มต้นทำธุรกิจ

สำหรับ Startup มักจะเริ่มต้นธุรกิจด้วยแนวคิดที่อยากจะแก้ไขปัญหาอะไรซักอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการเรียกรถแท็กซี่ ที่เรียกใช้บริการค่อนข้างยาก และมีปัญหามากมาย ก็ทำให้เกิด Application บนมือถือ ที่เกี่ยวกับการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านมือถือ ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และขยายไปยังประเทศต่างๆ ได้หลายประเทศอีกด้วย ในขณะที่ SME อาจเริ่มต้นทำธุรกิจจากสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ขนาดเริ่มต้นของกิจการ

หากเราวัดความแตกต่างที่ “ขนาดของกิจการ” เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ สำหรับ Startup มักจะมีขนาดที่เล็กมากๆ และสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในตอนต้นจะมีน้ำหนักไปทาง “ไอเดียใหม่ๆ” หรือสินทรัพย์ทางปัญญา ในขณะที่ SME จะมีขนาดกิจการที่ใหญ่กว่า และสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้

เทคโนโลยี

หากเราวัดความแตกต่างกันที่เทคโนโลยี สำหรับ Startup ส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ หากเป็น Startup ที่เกี่ยวกับการทำ Application บนมือถือ เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของลูกค้า ก็ต้องใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า หรือแม้แต่งานที่เป็น “นวัตกรรม” ใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น ในขณะที่ SME จะใช้เทคโนโลยีที่ตอบสนองกับกระบวนการผลิตเดิม ปรับปรุงให้ดีขึ้น อาจเป็นไอเดียที่ไม่ใหม่มาก

ที่มาของแหล่งเงินทุน

Startup ไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง แต่สามารถนำเสนอไอเดียเพื่อซื้อใจนักลงทุน ให้เห็นศักยภาพและมาร่วมลงทุนได้ ซึ่งงานที่เปิดโอกาสให้ Startup เสนอไอเดียนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ภายในประเทศเท่านั้น จนเกิดเป็นธุรกิจร่วมลงทุนที่มาในรูปแบบองค์กร ทว่า SME ส่วนใหญ่ใช้เงินทุนของตัวเอง หรือต้องทำเรื่องกู้ผ่านธนาคารที่มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อ SME

อย่างไรก็ตามทั้ง Startup และ SME ก็มีความเหมือนกันตรงที่เป็นการทำกิจการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และต้องคอยปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม
ผู้บริโภคเหมือนๆ กัน กระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหนหากไม่รู้จัก “ปรับตัว” ก็มีโอกาสที่จะล้มหายจากไปได้เหมือนกัน

ใครก็ตามที่มีไอเดียใหม่ๆ และอยากเริ่มต้นในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Startup หรือ SME ก็อาจเริ่มต้นด้วยการค้นคว้าสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจัง แล้วลงมือทำ เพราะช่วงเริ่มต้นงบประมาณไม่ใช่สิ่งสำคัญ ก้าวแรกนั้นวัดกันที่ไอเดียและใจ เพราะปัจจุบันแหล่งเงินทุนในการเริ่มทำธุรกิจมีหลากหลายรูปแบบ

ทั้งนี้ที่สำคัญคือต้องมีความตั้งใจจริงและความพยายาม อนาคตธุรกิจอันสดใสอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท