
บทบาทไทย...บนเวทีภูมิภาค (CLMV)
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการประชุมระดับภูมิภาค “CLMV forum 2016” เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและผู้ประกอบการระดับภูมิภาคใหญ่ที่สุดของไทยในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งดูเหมือนไทยพยายามแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-การลงทุน และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งแสดงจุดยืนว่ายังคง “เป็นพี่ใหญ่”
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการประชุมระดับภูมิภาค “CLMV forum 2016” เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและผู้ประกอบการระดับภูมิภาคใหญ่ที่สุดของไทยในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งดูเหมือนไทยพยายามแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-การลงทุน และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งแสดงจุดยืนว่ายังคง “เป็นพี่ใหญ่”
อันที่จริงประเทศไทยมีข้อตกลงความร่วมมือกับกลุ่มประเทศ “CLMV” ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เช่นยุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจประเทศลุ่มน้ำอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ริเริ่มในสมัยอดีตนายกทักษิณฯ และยังมีความร่วมมือประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงหรือเรียกว่า “GMS” เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมด้านการค้า-การลงทุน ข้อตกลงรถข้ามแดนและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาว ทั้ง 4 แห่ง เกิดจากข้อตกลงฉบับนี้
ที่กล่าวข้างต้นเพื่อให้เห็นว่าความร่วมมือระดับภูมิภาคคงมีมากกว่าการประชุมที่ผ่านมาและไม่ใช่เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ประเด็นคือบทบาทของไทยบนเวทีประเทศเพื่อนบ้านวันนี้กับอดีตไม่เหมือนกัน เพราะในช่วง 10 ปี ประเทศเหล่านี้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด บางประเทศ เช่น เวียดนามพัฒนากลายเป็นคู่แข่งไล่หลังเราติดๆ ขณะที่เมียนมา ลาว รวมทั้งกัมพูชาลดการพึ่งพาไทย ประเทศเหล่านี้กลายเป็นที่หมายปองของนักลงทุน เพราะเป็นแหล่งผลิตต้นทุนต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญมีแรงงานหนุ่มสาวจำนวนมาก
นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ยกระดับการเมืองไปสู่ระบอบซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก และอยู่บนเวทีการเมืองระดับประเทศอย่างสง่างาม ขณะที่ไทยด้านการเมืองกลับไปย้อนยุคและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจที่ดูลดน้อยลง จนดูเหมือนว่าถูกทิ้งไว้หลังขบวน
อย่างไรก็ตาม ในปีที่แล้วไทยส่งออกไปประเทศ “CLMV” มูลค่าประมาณ 785,494 บาท คิดเป็นร้อยละ 10.87 ของการส่งออกทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นการส่งออกทางถนน แสดงให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจและเห็นถึงจุดแข็งของไทยในการมีชายแดนติดกับประเทศเหล่านี้ ที่สำคัญมีเส้นทางถนนเชื่อมโยงเข้าถึงศูนย์กลางเศรษฐกิจเป็นข้อได้เปรียบ แต่หากยังเริงร่ากับตัวเลขได้ดุลการค้าโดยไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ในอนาคตจุดแข็งจะกลายเป็นจุดอ่อน
เพราะศูนย์กลางการผลิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะไปอยู่ที่เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนท้องถิ่นแต่จะเป็น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ โดยใช้ประโยชน์ “ภาษีอัตราศูนย์” ของเออีซีสินค้าเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตต่ำ จะย้อนศรใช้ถนนและสะพานที่ไทยลงทุนสร้างกลับเข้ามาแย่งตลาดในประเทศอุตสาหกรรมภายในจะแข่งไม่ได้ ผลที่ตามมาก็ต้องคิดดูเอาเอง
ดังนั้นหากไทยยังประเมินว่าเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคโดยไม่มองทะลุมิติในด้านการแข่งขัน ประเด็นนี้จะเป็นปัญหาในอนาคต บริบทเวทีเศรษฐกิจ สังคม การเมืองระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องของการชิงไหวชิงพริบ การจับมือกันเป็นเรื่องของพิธีกรรม จำเป็นที่จะต้องเร่งมียุทธศาสตร์เชิงรุกมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์... จริงไหมครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







