
‘อาทิตย์’ เดินเครื่อง ปรับโครงสร้างไทยพาณิชย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2559 มีมติแต่งตั้ง อาทิตย์
นันทวิทยา ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จากเดิมที่ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร โดยการแต่งตั้งดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป
การเคลื่อนไหวแต่งตั้งอาทิตย์ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ คุณญนน์ โภคทรัพย์ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เช่นเดียวกัน โดยบอร์ดธนาคารได้แต่งตั้ง ญนน์ เป็นกรรมการ และกรรมการบริหารของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่บอร์ดธนาคารไทยพาณิชย์มีมติแต่งตั้ง อาทิตย์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทำงานควบคู่กับ ญนน์ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เมื่อปี 2550 การบริหารงานภายในของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ค่อนข้างไม่ราบรื่น แม้ว่าสายงานของ อาทิตย์ และ ญนน์ จะดูแลคนละด้าน คือ อาทิตย์ดูแลลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจวาณิชธนกิจและบริหารเงิน ขณะที่ญนน์ดูแลสินเชื่อรายย่อยและกิจการเครือข่ายสาขา แต่ก็ยังมีการทำงานที่ซ้ำซ้อน และไม่ประสานงานกันเป็นระยะๆ
สุดท้าย เมื่อ ญนน์ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และบอร์ดแต่งตั้งให้ อาทิตย์ ขึ้นกุมบังเหียนแทน หลังจากนี้จึงจะได้เห็นการปรับกระบวนการทำงานใหม่ในธนาคารไทยพาณิชย์
แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมีการปรับกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อขจัดอุปสรรคการทำงานที่เคยมีความซ้ำซ้อน มีการสร้างกรอบอำนาจในการตัดสินใจ และให้การทำงานมีความรวดเร็วมากขึ้น
ทั้งนี้ ในการประชุมบอร์ดและผู้บริหารในปลายเดือน พ.ค.นี้ จะได้เห็นการให้อำนาจการตัดสินใจแก่ผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการมากขึ้น และจะมีการปรับกระบวนการทำงานของแต่ละฝ่ายให้สอดประสานและเชื่อมโยงกันมากขึ้น จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำ โดยไม่ประสานงานกัน ทำให้งานซ้ำซ้อนและกลายเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็นของธนาคารไป
การปรับกระบวนการทำงานใหม่นี้ ก็เพื่อให้ อาทิตย์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ทำหน้าที่ในการวางยุทธศาสตร์ของธนาคารได้อย่างเต็มที่มากขึ้น เพื่อรับมือกับพลวัตด้านการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่าฟินเทค ที่เร็วและแรงขึ้นทุกวัน
นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับกระบวนการทำงานเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนระบบชำระเงินของประเทศครั้งใหญ่ ไปสู่ระบบการชำระเงินแห่งชาติ หรืออี-เพย์เมนต์ ที่จะทำให้ธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ต้องปรับกระบวนการหารายได้จากค่าธรรมเนียมครั้งใหญ่อีกด้วย
ด้าน วิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบชำระเงินของประเทศ จากเงินสดไปสู่อี-เพย์เมนต์ เป็นปัจจัยที่ท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะปรับตัว เพราะต่างคุ้นเคยกับการใช้เงินสดเป็นหลัก และยังกลัวความเสี่ยงการโจรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฟรอด)
ทั้งนี้ ธนาคารพยายามพูดคุยกับลูกค้าเอสเอ็มอีเพื่อสร้างความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบชำระเงิน และให้ความรู้เรื่องระบบอีดีซีแบบใหม่ที่รับบัตรเดบิต แตกต่างจากการรับบัตรเครดิต เพราะลูกค้าได้เงินเข้าบัญชีทันทีเหมือนกับการรับเงินสด ซึ่งลูกค้าเข้าใจมากขึ้นและเริ่มทยอยสมัครใช้บริการเครื่องรับบัตร (อีดีซี) เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าวางเครื่องอีดีซีในร้านค้าของลูกค้าเอสเอ็มอีราว 1 แสนเครื่อง
“ทุกวันนี้ยังมีคนที่ไม่รู้อีกเยอะ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดย่อมที่ยึดกับการใช้เงินสด ต้องให้ความรู้กันอีกเยอะ และคนมักคิดว่าตัวเองไม่พร้อม ไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ทำไม่เป็น ซึ่งจริงๆ ต้องเลิกคิดว่า ดิจิทัลดีไหมกับธุรกิจ แต่ควรจะถามว่า จะเอาเทคโนโลยีพวกนี้มาใช้กับธุรกิจตัวเองได้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” วิพล กล่าว
วิพล กล่าวว่า เป็นความท้าทายของธนาคารด้วยในการวางเครื่องอีดีซีเดบิตในทุกร้านค้าทุุกประเภทให้สามารถรับชำระเงินได้ผ่านเครื่องอีดีซีบัตรเดบิต โดยกลุ่มลูกค้าที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ คือ เอสเอ็มอีขนาดย่อม ยอดขาย 20 ล้านบาทลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเล็กระดับนาโนไฟแนนซ์ ยิ่งเหนื่อย ซึ่งในเมืองนอกซื้อน้ำขวดเดียวยังรูดบัตรเดบิตได้เลย แต่ซื้อของข้างทางไม่ได้เพราะไม่มีเงินสด
อย่างไรก็ดี เครื่องอีดีซีรับบัตรเดบิตในอนาคตราคาจะถูกลง จากปัจจุบันราคา 1,000-2,000 บาทเท่านั้น และในอนาคตเมื่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตแพร่หลาย มีอีดีซีเพิ่มขึ้นเป็นล้านเครื่อง จากปัจจุบันอยู่ระดับแสนเครื่อง ราคาจะถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจจะวางเครื่องให้ฟรีได้







