
ยกเครื่องกฎหมาย 2 กรม โค้งท้ายรัฐบาลปฏิรูปภาษี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อน สาเหตุเพราะโครงสร้างภาษีปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการบริหารเศรษฐกิจ ทั้งการเก็บภาษีที่ไม่พอกับรายจ่าย โครงสร้างภาษีไม่ได้เสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และโครงการสร้างภาษีไม่ลดความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ได้เดินหน้าปฏิรูปภาษีไปหลายส่วน ในแง่ของการเพิ่มรายได้รัฐบาลไม่ยอมปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต จาก 7% เป็น 10% ซึ่งจะทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาท เพราะกังวลว่าจะซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน ทำให้การปฏิรูปภาษีในแง่ของการเพิ่มรายได้ทำไม่ได้ตามเป้า
ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.การเก็บภาษีผู้รับมรดกและร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็ถูกมองว่าไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำและไม่เพิ่มรายได้ให้รัฐบาล
รัฐบาล คสช.จึงเหลือเพียงการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเท่านั้น ที่จะเป็นตัวช่วยสุดท้ายให้รัฐบาลมีผลงานเรื่องการปฏิรูปภาษีของประเทศ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและภาษีกรมศุลกากร
อันดับแรก การปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตได้ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. และอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา สาระสำคัญ คือ รวมกฎหมายของกรมสรรพสามิต 7 ฉบับ ให้เป็นฉบับเดียว ปรับปรุงกระบวนการเก็บและปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีจากฐานราคาหน้าโรงงานหรือซีไอเอฟมาเป็นราคาขายปลีก จากการศึกษาพบว่าหากเปลี่ยนฐานราคาการเก็บตามกฎหมายใหม่โดยคงอัตราภาษีเดิมไว้ จะทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นทันที 30% หรือเพิ่มขึ้น 1-1.2 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่เก็บได้ปีละ 4 แสนล้านบาท
สำหรับสินค้าที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอันดับต้นๆ คือ บุหรี่ ที่มักจะสำแดงราคาต่ำทำให้เสียภาษีน้อย แต่เมื่อมาใช้ฐานราคาขายปลีกจะทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น รองลงมา คือ เครื่องดื่มต่างๆ ที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 30-40% จากที่เคยเสียอยู่ในปัจจุบัน
อันดับต่อมา คือการปรับโครงสร้างภาษีกรมศุลกากร มีการแก้กฎหมายครั้งใหญ่ ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเช่นกัน สาระสำคัญประกอบด้วยการแก้ไขรางวัลสินบนนำจับให้ลดลงจากปัจจุบัน สินบน คือ ผู้แจ้งเบาะแสได้ 30% และรางวัล 25% ให้เจ้าหน้าที่ ได้แก้ไขเป็นสินบน 30% และจำกัดเพดานไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่วนรางวัลลดเหลือ 15% แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท เพราะสินบนรางวัลนำจับยังจำเป็นต้องมีอยู่ ผู้แจ้งเบาะแสมีความเสี่ยง และเจ้าหน้าที่ยังต้องการกำลังใจในการทำงาน
นอกจากนี้ ยังแก้กฎหมายเรื่องบทลงโทษ จากเดิมความผิดสำคัญของกรมศุลกากร 3 ประเภท คือ 1.ลักลอบนำเข้าสินค้า 2.หลีกเลี่ยง เช่น สำแดงราคาหรืออัตราภาษีไม่ตรง และ 3.หลีกเลี่ยงข้อห้ามกำกับ เช่น ไม่มีใบอนุญาต ทั้งหมดจะมีโทษเท่ากันหมด คือ ปรับ 4 เท่าของราคาสินค้ารวมอากรและจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งได้แก้ไขใหม่เพื่อให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษตามความหนักเบาของความผิด กรณีลักลอบมีโทษปรับ 0.5-4 เท่า ของราคารวมอากร โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี กรณีหลีกเลี่ยงโทษปรับ 0.5-4 เท่า ของราคาหรืออากรที่ขาดไป โทษจำคุก 3 เดือน ถึง 10 ปี และการหลีกเลี่ยงข้อห้ามกำกับ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท โทษจำคุก 3 เดือน ถึง 10 ปี เป็นการแก้ไขเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ และส่งเสริมการค้าของไทยให้คล่องตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวใช้เวลามากกว่า 1 ปี ภายใต้รัฐบาล คสช. ถือว่าช้าจนภาคเอกชนเริ่มวิตกว่าการยกเครื่องโครงสร้างภาษี แก้ไขกฎหมายกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรจะไม่ทันรัฐบาลนี้ และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร
ดังนั้น การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลจะทำผลงานตีตื้นขึ้นมาได้มากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับการยกเครื่องภาษีกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรจะทำสำเร็จได้ทันหรือไม่







