
ฟันธงเงินปอนด์ไม่ร่วง30%
ซีไอเอ็มบีไทยไม่เชื่อปอนด์ร่วง 30% ชี้ผู้ส่งออกไก่แปรรูปไปอังกฤษน่าห่วง หากเศรษฐกิจยุโรปมีปัญหา
ซีไอเอ็มบีไทยไม่เชื่อปอนด์ร่วง 30% ชี้ผู้ส่งออกไก่แปรรูปไปอังกฤษน่าห่วง หากเศรษฐกิจยุโรปมีปัญหา
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เห็นว่า หากผลประชามติวันที่ 23 มิ.ย. ให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อ นักลงทุนที่เคยเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับเข้ามาไทยใหม่ ทำให้บาทแข็งเล็กน้อย โดยแนวรับอยู่ที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับพอรับได้ ราคาทองคำจะต่ำลง แต่เป็นเพียงชั่วคราวเพื่อรอเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่หากผลประชามติให้อังกฤษออกเชื่อว่าแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจะไม่มาก บาทจะอ่อนค่าระยะสั้น แนวต้านอยู่ที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี นายอมรเทพ กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าก็ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกจะฟื้น เพราะค่าเงินของเพื่อนบ้านก็อ่อนค่าเช่นกัน แต่เป็นไปได้ที่บาทจะอ่อนค่าแรงกว่าเพื่อนบ้าน เพราะไทยพึ่งตลาดอังกฤษมากกว่าประเทศอื่น ดังนั้นผู้ส่งออกควรปรับตัวให้ดีด้วยการหาตลาดอื่นทดแทนยุโรป และป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าปัญหาจะไม่ร้ายแรงและลามไปวงกว้าง ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจอังกฤษและยุโรปไม่ได้เปลี่ยนแม้เกิดเบร็กซิต เมื่อราคาสินทรัพย์ย่อลงเป็นจังหวะและเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
สำหรับภาคอุตสาหกรรมของไทยที่น่าเป็นห่วงหากเศรษฐกิจอังกฤษหรือยุโรปมีปัญหา ได้แก่ ไก่แปรรูป เพราะส่งออกไปอังกฤษมากเป็นอันดับ 1 เฉพาะช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่าส่งออกประมาณ 167.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะได้รับผลกระทบลดหลั่นกันมา ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี และเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดอังกฤษและยุโรปค่อนข้างมาก
นายอมรเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการคาดว่าค่าเงินปอนด์จะร่วงลง 30% ว่า เหตุการณ์นี้เคยเกิดเมื่ออังกฤษถูกนายจอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินในเดือน ก.ย. 2545 แต่ปัจจุบันอังกฤษไม่ได้ผูกค่าเงินและมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่ดี ไม่มีปัญหาเหมือนในอดีต จึงไม่น่าเกิดเหตุซ้ำรอย
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่าผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักรวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ไม่ว่าผลจะออกมาว่า จะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป หรืออียู (Brexit) ก็จะทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่อง จากแนวโน้มการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่
ศูนย์วิเคราะห์ฯ ระบุว่า แม้ว่าค่าเงินบาทจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้โดยตรง แต่ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทก็แกว่งตัวแรงจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุน โดยพบว่านักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อตราสารหนี้และหุ้นไทยเพื่อกระจายความเสี่ยงส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อผลโพลระบุว่าฝ่ายเบร็กซิตเริ่มออกนำ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยลดความเสี่ยงในตลาดไทยลงจากเหตุ
การณ์เบร็กซิต เนื่องจากจำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากขึ้นจากสกุลเงินหลักอื่นๆ และจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากแนวโน้มดังกล่าว
ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์ฯคาดว่าในกรณีที่ผลประชามติออกมาให้ออกจากอียู คาดว่าค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงราว 2% แต่หากผลยังให้อยู่กับอียู คาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าเพียง 0.5%
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังมีความเสี่ยงอีกมากนอกจากเบร็กซิต เช่น การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทยช่วงกลางปี หรือการเลือกตั้งในสหรัฐในช่วงปลายปี ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยควรรับมือกับตลาดที่จะยิ่งผันผวนมากขึ้นในครึ่งหลังของปี







