
บลจ.แลนด์ฯเชียร์หุ้นเล็กญี่ปุ่น
บลจ.แลนด์ฯ ชอบหุ้นพลังงาน ทอง หุ้นกลางเล็กญี่ปุ่น รีท หุ้นปันผลเอเชีย รอออกกองหลังเบร็กซิต เล็งปีหน้าขึ้นแท่นแสนล้าน
บลจ.แลนด์ฯ ชอบหุ้นพลังงาน ทอง หุ้นกลางเล็กญี่ปุ่น รีท หุ้นปันผลเอเชีย รอออกกองหลังเบร็กซิต เล็งปีหน้าขึ้นแท่นแสนล้าน
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือน-1 ปีจากนี้ สินทรัพย์ที่น่าลงทุน ได้แก่ น้ำมัน ทองคำ หุ้นขนาดกลาง-เล็กของประเทศญี่ปุ่น รีทในภูมิภาคเอเชีย และหุ้นปันผลในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น
“ราคาน้ำมันน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจากนี้จะเคลื่อนไหวระหว่าง 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่เราจะไม่ลงทุนในน้ำมัน เพราะมีความผันผวน แต่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานในประเทศ ซึ่งเรามีแผนจะออกกองทุนลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน” นายมนรัฐ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายมนรัฐ กล่าวอีกว่า ราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเช่นกัน และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาธนาคารกลางแทบทุกประเทศเริ่มสะสมทองคำ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว ซึ่งระดับที่น่าลงทุน คือ 1,250-1,280 จุด โดย บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ พร้อมจะออกกองทุนทองคำที่จะแนะนำนักลงทุนเก็งกำไรจากการผันผวนของราคาทองคำ
“สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับค่าเงินเยนสูงมาก ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าลง ทำให้ตลาดหุ้นกลับมาปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นขนาดกลางและเล็กปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากมีเงินสดพร้อมจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน เพราะฉะนั้นจึงน่าสนใจมากกว่า และเรามีแผนจะออกกองทุนเข้าไปลงทุนเร็วๆ นี้” นายมนรัฐ กล่าว
นอกจากนี้ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังเตรียมออกกองทุนเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น แต่รอจังหวะหลังจากการลงประชามติของประเทศอังกฤษ (เบร็กซิต) ในการออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง รวมทั้งออกกองทุนลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ในเอเชียด้วย
นางจันทนา กาญจนาคม กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ในปีนี้มีแผนที่จะเพิ่มทุนรีท 2 กองทุนที่อยู่ภายใต้การจัดการ และอยู่ระหว่างขออนุญาตเป็นทรัสตี ซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะออกกองรีทที่จะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ
“ปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) เป็น 7.5 หมื่นล้านบาท จาก 6.07 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือน พ.ค. และปี 2560 คาดว่า เอยูเอ็มจะเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาทได้ เพราะยังมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก โดยจะยังรักษาสัดส่วนกองทุนรวมและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไว้อย่างละ 50% เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เอยูเอ็มเติบโตเฉลี่ยปีละ 80% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเติบโตได้เร็วกว่า บลจ.อื่นที่เกิดมาพร้อมๆ กัน” นางจันทนา กล่าว







