
สามแพร่ง
การพัฒนาการศึกษาไทยมีมายาวนาน แม้มีความตั้งใจดีเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทยครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นวังวนจมปลักกับปัญหาเดิมๆ ทั้งเรื่องจำนวนและเรื่องคุณภาพที่ไม่เคยสอดคล้องกัน รวมทั้งการสร้างบัณฑิตควบคู่กับการสร้างช่างเทคนิคชำนาญงานก็ไม่เคยไปด้วยกัน
การพัฒนาการศึกษาไทยมีมายาวนาน แม้มีความตั้งใจดีเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทยครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นวังวนจมปลักกับปัญหาเดิมๆ ทั้งเรื่องจำนวนและเรื่องคุณภาพที่ไม่เคยสอดคล้องกัน รวมทั้งการสร้างบัณฑิตควบคู่กับการสร้างช่างเทคนิคชำนาญงานก็ไม่เคยไปด้วยกัน
จึงขอเล่าประวัติศาสตร์การพัฒนายอดคน ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก สถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology, MIT) สหรัฐอเมริกา ว่ากว่าจะมาถึงความสำเร็จในวันนี้เขาผ่านอะไรมาบ้าง
เมื่อครั้งเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เอ็มไอทีจากที่เริ่มต้นเป็นเพียงวิทยาลัยโปลีเทคนิค ที่เมืองบอสตัน ใน ค.ศ. 1861 ได้ยกระดับตัวเองเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี โดยเลือกเส้นทางที่มุ่งเน้นการสอนนักศึกษาเป็นหลัก เพื่อผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรม
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาเติบโตขึ้นมาก ความจำเป็นในการใช้บัณฑิตพร้อมทำงานมีสูงขึ้น เอ็มไอทีจึงหันมาเลือกทางเดินเส้นทางที่สองคือ ให้นักศึกษาออกไปทำงานกับเอกชนหรืออุตสาหกรรมควบคู่กับการเรียนตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย
กลายเป็นต้นแบบทางเลือกสองแพร่งของอุดมศึกษาอเมริกันในยุคนั้น ระหว่างการเรียนอย่างเดียวกับการเรียนควบคู่กับการทำงาน
ดูแล้วทางสองแพร่งนี้ การสอนให้ทั้งเรียนเป็นทำงานเป็นจะดีกว่า ขณะที่การเรียนการสอนในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้ว ยังคงเป็นทางเลือกที่หนึ่งคือเรียนอย่างเดียว โดยเฉพาะในสายสังคมศาสตร์ หรือแม้แต่ในสายวิทยาศาสตร์ ยังคงสอนตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก อาจมีการปฏิบัติก็จะมีเพียงแต่ในห้องปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
ปัจจุบันมีหลายมหาวิทยาลัยเลือกแพร่งที่สองอย่างชัดเจน เช่น สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่มุ่งให้นักศึกษาทำงานในเครือบริษัท ควบคู่กับการเรียนตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง ที่ส่งนักศึกษาทำงานจริงตลอดปีการศึกษา ซึ่งเรียกว่า “สหกิจศึกษา”
ตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เอ็มไอทีเริ่มพัฒนานักศึกษาจากทางเลือกที่ 1 มาเป็นทางเลือกที่ 2 โดยส่งนักศึกษาไปทำงานในโรงงานของบริษัทชั้นนำ เช่น จีอี เอทีแอนด์ที เป็นต้น แต่แล้วอาจารย์หนุ่มรุ่นใหม่ที่จบปริญญาเอกจากประเทศเยอรมนี ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้บุกเบิกมหาวิทยาลัยวิจัยของโลกได้ผลักดันทางเลือกที่ 3 คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องไม่สอนหนังสืออย่างเดียว แต่ต้องทำงานวิจัยควบคู่กันด้วย โดยเฉพาะต้องเป็นการวิจัยขั้นสูง เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ นักศึกษาก็ต้องใช้เวลาในการเรียนอย่างเข้มข้น เพราะเป็นรากฐานในการทำวิจัยจะไปทำงานอยู่กับอุตสาหกรรมเป็นเทอมหรือเป็นปีคงจะไม่ได้
เอ็มไอที จึงทดลองเดินมาทั้งสามแพร่ง ซึ่งยังคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเส้นทางที่ 1 สร้างบัณฑิตได้ความรู้ แต่อาจไม่พร้อมทำงาน เส้นทางที่ 2 สร้างบัณฑิตพร้อมทำงาน แต่อาจไม่ได้ความรู้แบบสุดปลายทาง เส้นทางที่ 3 สร้างบัณฑิตได้ความรู้สุดปลายทาง แต่อาจไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง
ดังนั้น เอ็มไอทีจึงไม่เลือกเดินทางทั้งสามแพร่ง แต่เลือกเส้นทางที่ผสมผสานกันคือ ต้องมุ่งสร้างบัณฑิตที่ต้องเรียนหนักให้ได้ความรู้ที่ดีที่สุดคือ ในสองปีแรกต้องเข้มในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ทั้งต้องทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ ขณะที่อาจารย์ทุกคนต้องทำงานวิจัยขั้นสูงร่วมกับเอกชน เพื่อนำความรู้มาสอนนักศึกษาให้พร้อมกับการทำงานและการวิจัย เพื่อสร้างอนาคตอุตสาหกรรม ความคิดนี้สำเร็จมาร้อยกว่าปีแล้ว
อนาคตไทยขึ้นอยู่กับอนาคตมหาวิทยาลัยไทย ดังนั้นเส้นทางที่เดินไปข้างหน้าในการสร้างยอดบัณฑิตอาจจะต้องคิดให้ดี ทางสามแพร่งนี้ไทยจะเลือกทางไหน หรือจะเลือกหนทางใหม่ที่อาจยากที่สุด แต่ได้ผลดีที่สุด







