posttoday
Employee’s Choice มีมาก... เลือกยาก เลือกพลาด

Employee’s Choice มีมาก... เลือกยาก เลือกพลาด

18 มิถุนายน 2559

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางวงสนทนา เมื่อ ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางวงสนทนา เมื่อ ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่า ก.ล.ต.เองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า การเปิดให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเลือกนโยบายลงทุนหลากหลายได้ด้วยตัวเอง (Employee’s Choice) นั้น มันเป็นสิ่งที่ถูก หรือผิด กันแน่

คงเป็นเพราะถ้าย้อนไปดูความตั้งใจของ Employee’s Choice จะเห็นว่าการมีทางเลือกที่หลากหลายจะทำให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือก็คือ “มนุษย์เงิน” อย่างเราๆ มีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณมากขึ้นและมากขึ้น เพราะสามารถลงทุนในหุ้น หรือการลงทุนทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนน้อยนิด

แต่ข้อมูลที่ออกมากลับทำให้ “ความเชื่อ” เหล่านี้ถูกสั่นคลอน

เพราะในปัจจุบันสัดส่วนการลงทนุในหุ้นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังอยู่ที่ 15% และส่วนใหญ่ยังทิ้งไว้ในตราสารหนี้เช่นเดิม ซึ่งหากเทียบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างประเทศ เช่น CalPERs จะให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากถึง 51%

นอกจากนี้ ดวงมน ยังบอกอีกว่า แม้ว่าเมื่อไตรมาส 3 ปี 2558 จะมีนายจ้างที่มี Employee’s Choice อยู่ที่ 5,961 ราย หรือ 39% ของนายจ้างทั้งหมด 16,352 ราย หรือครอบคลุมสมาชิก 47% จากทั้งหมด 2.89 ล้านราย

แต่ในจำนวนนี้มีสมาชิกเพียง 31% ที่มีทางเลือกที่ถูกต้อง

Employee’s Choice มีมาก... เลือกยาก เลือกพลาด

 

“เมื่อก่อนคิดกันว่า การมีนโยบายหลากหลายให้สมาชิกกองทุนเลือกจะเป็นเรื่องดี แต่มีสมาชิกที่เลือกนโยบายที่เหมาะสมเพียง31% จากทั้งหมดที่สามารถเลือกนโยบายได้” ดวงมน กล่าว

เลือกยาก

ยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ซึ่งไม่เคยมี “ทางเลือก” มาก่อน แต่เมื่อกองทุนเปิดให้มี Employee’s Choice โดยมีนโยบายลงทุนให้เลือกเพียงแค่ 3-4 นโยบาย หลายคนก็ยังไม่รู้จะเลือกนโยบายไหนให้เหมาะสมกับตัวเอง

ต้องใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลอยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ว่า นโยบายแบบไหนที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด แต่แม้จะเลือกนโยบายที่เหมาะที่สุดเท่าที่มีให้เลือกแล้ว แต่ก็ยังคิดว่ามันอาจจะยังไม่ใช่นโยบายที่ดีที่สุด

ในขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การจัดการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางแห่งมีนโยบายให้เลือกมากกว่านี้ เช่น บลจ.ทหารไทย มีนโยบายการลงทุนมากถึง 18 นโยบาย เพื่อให้สมาชิกกองทุนได้เลือกผสมผสานการลงทุนให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีนโยบายให้เลือกหลากหลายและกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้เองแบบนี้เหมาะมาก สำหรับสมาชิกกองทุนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุน เพราะแทบจะไม่มีข้อจำกัดด้านการลงทุนเลย อยากจะลงทุนหุ้นเท่าไรก็ได้ ไม่มีใครห้าม

แม้ว่าจะเป็นสมาชิกกองทุนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนและเลือกนโยบายลงทุนที่เหมาะกับช่วงอายุและความเสี่ยงของตัวเองได้ แต่สิ่งที่ ก.ล.ต.เป็นห่วง คือ เมื่อเวลาผ่านไปอายุมากขึ้น ระยะเวลาในการลงทุนเหลือน้อยลง ที่ควรจะต้องลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยงลงมา เพื่อรักษามูลค่าเงินลงทุนไว้ใช้ในวัยเกษียณ

“แต่กลับไม่มีเวลาในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน เพื่อทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูง” รพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. แสดงความกังวล

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่เลือกยากเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเลือกได้แล้วต้องหมั่นตรวจสอบและปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสม ซึ่งอย่างน้อยควรจะให้เวลาในการทบทวนตัวเองและนโยบายการลงทุนปีละครั้ง

Employee’s Choice มีมาก... เลือกยาก เลือกพลาด

 

เลือกพลาด

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า “เลือกยาก” หรือ “เลือกแล้วลืม” (ปรับเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น) คือ “เลือกพลาด” โดยเลือกนโยบายการลงทุนที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วจะมีผลต่อจำนวนเงินที่จะใช้ในวัยเกษียณ

“บางคนอายุยังน้อย มีเวลาลงทุนอีกนาน หากผิดพลาดยังมีเวลาแก้มือได้หลายครั้ง ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนในระยะสั้น แต่กลับเลือกนโยบายความเสี่ยงต่ำ ทำให้ได้ผลตอบแทนต่ำ สุดท้ายมีเงินไม่พอรองรับการเกษียณ” รพี ให้ความเห็น

หรือแม้แต่คนที่อายุมาก ใกล้เกษียณแล้ว แต่ชอบการลงทุนในหุ้น โดยไม่ได้ประเมินว่าเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเงินที่ต้องเตรียมไว้สำหรับใช้ในวัยเกษียณ (ซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว) จึงไม่ควรจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไป

นอกจากนี้ บางคนที่ไม่รู้ว่าจะเลือกนโยบายลงทุนอะไรดีก็ “ลอกเพื่อน” เลือกนโยบายแบบเดียวกับเพื่อนข้างๆ โดยไม่รู้เลยว่านโยบายที่เลือกไปนั้นลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง และเหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ เพราะแม้ว่าเพื่อนกับเราอาจจะมีอายุใกล้เคียงกัน แต่พื้นฐานอื่นๆ อาจจะไม่เหมือนกัน

แต่การลอกเพื่อนก็ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับคนที่ไม่รู้จะเลือกนโยบายอะไร ก็เลยไม่เลือกสักนโยบายปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนเป็นคนเลือกให้ เพราะแต่ละกองทุนจะต้องมีนโยบายที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน (Default Policy) สำหรับสมาชิกที่ไม่เลือกนโยบายการลงทุน ซึ่งโดยมากเรามักเรียกว่า “แผนหลัก”

อย่างไรก็ตาม “แผนหลัก” นี้ ไม่ได้เป็นนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับทุกคน นอกจากนี้ยังมักจะกำหนดให้นโยบายการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเป็นแผนหลักอีกด้วย

เพราะฉะนั้น หากเป็นสมาชิกที่อายุยังน้อย แต่ไม่เลือกนโยบายลงทุนอะไรเลยจะถูกเลือกให้อยู่ในแผนหลักแบบอัตโนมัติ และถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอีกเลย รับรองว่าเงินที่จะได้รับจากกองทุนเมื่อถึงวันเกษียณจะน้อยมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกันที่เลือกแผนลงทุนที่มีหุ้นมากกว่า

“ที่ผ่านมากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยเปิดให้สมาชิกเลือกนโยบายลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากที่สมาชิก แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่า สมาชิกบางส่วนเลือกนโยบายที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้มีเงินไม่พอกินพอใช้ตอนเกษียณอายุ” รพี ระบุ

เงินไม่พอใช้วัยเกษียณ

หากอ้างอิงจากการสำรวจเพดานค่าใช้จ่ายหลังเกษียณของคนไทยส่วนใหญ่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในระยะเวลา 20 ปี หลังจากเกษียณ คนส่วนใหญ่จะต้องการใช้เงินทั้งหมด 2.4 ล้านบาท หรือเดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท

ขณะที่ K-expert ธนาคารกสิกรไทย เผยผลสำรวจผู้เกษียณอายุที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (สำรวจโดยNielsen) พบว่า จำนวนเงินที่พอเพียงสำหรับการดำรงชีพหลังเกษียณอยู่ที่ 3.7 ล้านบาท หรือ 1.55 หมื่นบาท/เดือน

แต่หากต้องการให้มีสุขในวัยเกษียณ โดยมีค่าใช้จ่ายในการสันทนาการบ้าง ต้องเพิ่มเป็น 6.2 ล้านบาท หรือเดือนละ 2.6 หมื่นบาท

แต่เมื่อมาสำรวจบริษัทหลักทรัพย์จัดการขนาดใหญ่ 5 แห่ง เมื่อปี 2557 พบว่า เมื่อถึงวันเกษียณจะมีสมาชิกกองทุนเกือบครึ่ง หรือ 49% ได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่ำกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่ 19% ได้เงินมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 2.4 ล้านบาท

มีประมาณ 11% ได้รับเงินระหว่าง2.4-3.6 ล้านบาท และ 21% ที่ได้เงินมากกว่า 3.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังพบอีกว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเงินเฉลี่ยอยู่เพียง 3.21 แสนบาทเท่านั้น

แสดงให้เห็นว่าสมาชิกกองทุนมากถึง 68% ยังมีเงินไม่ถึง 2.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพดานค่าใช้จ่ายของคนเกษียณส่วนใหญ่ ขณะที่ 79% มีเงินไม่เพียงพอที่จะ “เกษียณพอเพียง” หากยึดตามตัวเลขของ K-expert

ลงทุนสมดุลตามอายุ

รพี ระบุว่า “ปัญหาในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่ในประเทศไทย ในหลายประเทศทั่วโลกก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน ทำให้เกิดความกังวลว่าผู้สูงอายุจะไม่มีเงินออมเพียงพอเพื่อวัยเกษียณที่จะดูแลตัวเองได้ จึงเกิดแนวคิดของนโยบายการลงทุนสมดุลตามอายุ (Life Path) ขึ้น”

เช่นเดียวกับ ดวงมน ที่บอกว่า “เมื่อ 2 ปีก่อน ก.ล.ต.กลับมาศึกษากันใหม่ และเห็นว่านโยบายสมดุลตามอายุน่าจะเป็นคำตอบที่ดี”

พร้อมกันนี้ รพี เปรียบเทียบให้เห็นภาพนโยบายการลงทุนสมดุลตามอายุที่ชัดเจนขึ้นว่า “เหมือนระบบ Auto Pilot ของเครื่องบินที่มีสมาชิกทำหน้าที่เป็นนักบิน” ซึ่งเมื่อนักบินเลือกโหมด Auto Pilot แล้ว ระบบคอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่ควบคุมการบินของเครื่อง โดยนักบินไม่ต้องขับเครื่องบินเอง

เช่นเดียวกับการเลือกนโยบายการลงทุนสมดุลตามอายุ ที่สมาชิกกองทุนเพียงแค่แจ้งอายุ จากนั้น บลจ.จะปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมเอง โดยในช่วงที่อายุน้อยๆ จะมีหุ้นมากหน่อย จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล (ซึ่งเป็น บลจ.เดียวในขณะนี้ที่มีนโยบายการลงทุนสมดุลตามอายุ ซึ่งใช้ชื่อว่า กองทุน Target Date) เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยว่า การลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวตั้งแต่อายุ 22-60 ปี เงินเกษียณที่ได้มา 4.04 ล้านบาท แต่จะหมดไปตั้งแต่อายุไม่ถึง 66 ปี

ถ้าเปลี่ยนมาลงทุนแบบสมดุลตามอายุ ซึ่งได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.01% ต่อปี จะมีเงิน ณ วันเกษียณเท่ากับ 8.84 ล้านบาท และเพียงพอที่จะเกษียณสบายไปจนถึงอายุ 74 ปี

คิดแล้วน่าอิจฉากองทุนที่มีนโยบายการลงทุนสมดุลตามอายุให้เลือกลงทุน ซึ่งกองทุน อื่นๆ คงทำได้แค่เพียงอ้อนวอนให้ บลจ.อื่นๆ ใส่นโยบายนี้เข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือกของ Employee’s Choice จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะเลือกยาก เลือกพลาด หรือเลือกแล้วลืม

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69