
TPPเวียดนาม และภัยซ่อนเร้น
โดย...ปิติ ศรีแสงนาม
โดย...ปิติ ศรีแสงนาม
จากการสำรวจข้อมูลในประเทศเวียดนามเพื่อประกอบการศึกษาวิจัยในโครงการ “การประเมินผลกระทบของนโยบายการค้าระหว่างประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการเติบโตอย่างสมดุลของประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาการค้า(องค์การมหาชน) ทำให้ผู้เขียนพบว่า ขณะนี้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในหมู่นักธุรกิจและนักลงทุนระหว่างประเทศ
ปัจจัยหลัก คือ ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่จากจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน ซึ่งนอกจากจะเป็นกำลังซื้อมหาศาลแล้ว ประชากรเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยกำลังแรงงาน มีอายุน้อย มีความมุ่งมั่นขยันอดทนตั้งใจทำงาน ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของคนเวียดนาม ซึ่งเป็นชาตินักรบที่มีประวัติศาสตร์อันเลื่องลือถึงขั้นเคยรบทัพจับศึกษาชนะมหาอำนาจอย่าง จีน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกามาอย่างโชกโชนตลอดทั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ
วิธีคิดและตลาดขนาดใหญ่ ทำให้นักลงทุนจากทั่วโลกไม่ได้ต้องการเพียงจะเข้ามาใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก หากแต่จะเข้ามาผลิตเพื่อตลาดเวียดนามเป็นหลักด้วยเช่นกัน แต่ที่มากกว่าเรื่องของตลาดภายในประเทศ และกำลังเป็นปัจจัยเสริมที่จะทำให้การลงทุนในประเทศเวียดนามมีลักษณะของการ Up Grade ในเชิงโครงสร้างของการผลิตนั้นเป็นผลมาจากการที่เวียดนามกำลังจะบังคับใช้ 2 ข้อตกลงทางการค้าที่จะเปิดโอกาสของประเทศเวียดนามเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ระดับโลก
นั่นคือ ข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม-สหภาพยุโรป และข้อตกลงการค้าเสรีภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) ภาครัฐและเอกชนในประเทศเวียดนามพิจารณาว่า ข้อตกลงการค้าเสรีทั้งสองฉบับจะเร่งให้นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในลักษณะของอุตสาหกรรม Up-Stream ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มในกระบวนการผลิตมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากทุกเจ้าต้องการให้สินค้าที่ตนผลิตได้ถิ่นกำเนิดของประเทศเวียดนามเพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่ใหญ่ขึ้นจากสมาชิก TPP ทั้ง 12 ประเทศ และสหภาพยุโรปโดยไม่ถูกบล็อกด้วยกำแพงภาษี ประเด็นที่สำคัญ คือ แล้วนโยบายการค้าเสรีของ TPP และสหภาพยุโรป ซึ่งภาควิชาการและภาคประชาสังคมของไทยและหลายๆ ประเทศทั่วโลก เห็นว่าส่งผลกระทบทางลบต่อภาคการผลิตบางภาคตลอดจนผลกระทบทางสังคมซึ่งยากเยียวยา
โดยเฉพาะประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าถึงยา ฯลฯ จะไม่ก่อให้เกิดแรงต้านในประเทศเวียดนามเลย หรือภาคประชาสังคมของเวียดนามจะไม่ออกมาคัดค้านทัดทานเหมือนเช่นกับประเทศอื่นๆ เชียวหรือ แต่การสำรวจข้อมูลในหลายๆ หน่วยงานภาครัฐของประเทศเวียดนาม คำตอบที่คณะวิจัยได้รับก็คือ ที่ไม่มีแรงต้าน เพราะผลกระทบทางลบเหล่านี้แม้จะมีการศึกษาจากภาควิชาการของประเทศ แต่ไม่มีการนำเอาผลการศึกษาเหล่านี้มาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบ ภาครัฐมุ่งเน้นนำเสนอเพียงเฉพาะผลได้ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเข้า TPP เท่านั้น
เมื่อเราถามต่อไปว่าแล้วภาคการผลิตที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบตามที่มีการศึกษา ซึ่งได้แก่ Feed-Farm-Food ซึ่งเป็นที่มีประชากรเวียดนามจำนวนมากเกี่ยวข้องในฐานะผู้ผลิตรายย่อยแล้วต้องมารับผลกระทบล่ะ ทางการมีการเยียวยาให้พวกเขาหรือไม่ อย่างไร คำตอบที่พวกเราได้รับก็คือ นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีในการปฏิรูป เพราะขณะนี้ภาคการผลิตที่เวียดนามส่งเสริม คือ การผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไม่ใช่การผลิตที่เน้นการจ้างงานจำนวนมากในภาคเกษตรอีกต่อไป
หวังว่าเมืองไทย คงไม่มีอะไรอย่างนี้นะครับ







