
ตลาดตื่นรับแบงก์ชาติ คงมาตรการหวั่น'เบรกซิต'
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ธนาคารกลางหลายแห่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ต่างคงมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเอาไว้ ท่ามกลางความกังวลต่อการทำประชามติตัดสินชะตาการเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษในวันที่ 23 มิ.ย.ที่จะถึงนี้
ค่ากลางคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) สำหรับปี 2016 อยู่ที่ 0.9% เท่ากับคาดการณ์เมื่อเดือน มี.ค. อย่างไรก็ตาม คาดการณ์สำหรับปี 2017 กลับลดลงจาก 1.9% เป็น 1.6% รวมถึงสำหรับปี 2018 ที่ลดลงจาก 3% เป็น 2.4%
ขณะเดียวกัน เอฟโอเอ็มซีลดคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปี 2016 นี้ จากเดือน มี.ค.ที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 2.2% เป็น 2% และปี 2017 จาก 2.1% เป็น 2% ขณะที่คงคาดการณ์สำหรับปี 2018 เอาไว้ โดย เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นภาวะ "นิวนอร์มอล" หรือภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำไปจนถึงปี 2018 แม้การจ้างงานจะเริ่มขยับถึงจุดสูงสุดและจะไม่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นที่ผ่านมา
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เฟดกังวลนั่นคือ "เบรกซิต" หรือการออกจากอียูของอังกฤษ โดย เยลเลน ระบุว่า เบรกซิตจะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งอาจจะกลับมากระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐและอัตราการขึ้นดอกเบี้ย
ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำพุ่งขึ้นไปเหนือ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ แตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2014 โดยราคาทองคำงวดส่งมอบทันทีซื้อขายอยู่ที่ 1,308.67 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อเวลา 14.26 น. ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ โดยจากผลสำรวจของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะแตะ 1,350 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในสัปดาห์ที่มีการทำประชามติ
ขณะเดียวกัน แม้การตัดสินใจของเฟดในการคงอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆ ทั่วโลก โดยค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ริงกิตของมาเลเซีย และวอนของเกาหลีใต้ แข็งค่าขึ้นมากที่สุดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษยังคงได้ปัจจัยกดดันจากเบรกซิตแล้ว โดยอยู่ที่ 1.4198 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ 1.4091 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์
นอกจากนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า หากอังกฤษออกจากอียูไปจะยิ่งทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงมากขึ้นอีก และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจะกระทบต่อรายได้จากการส่งออกของสหรัฐ และทำให้อัตราเงินเฟ้อไปไม่ถึงเป้าหมายของเฟดที่ 2% โดยก่อนหน้าที่เฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เฟดยื้อการขึ้นดอกเบี้ยเอาไว้หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
บีโอเจปวดหัวเยนแข็งค่าไม่หยุด
บีโอเจประกาศคงนโยบายพร้อมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวระดับปานกลาง แม้การผลิตและการส่งออกจะย่ำแย่จากเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัวลง ขณะที่บีโอเจต้องการเวลาศึกษาผลกระทบจากการใช้ดอกเบี้ยติดลบ โดยจากการคงนโยบายดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น
ค่าเงินเยนพุ่งแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ระดับ 103 เยน/เหรียญสหรัฐ ในการซื้อขายระหว่างวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่ตลาดกรุงโตเกียว และนับเป็นระดับที่แข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ ส.ค. 2014 โดยค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 485.44 จุด หรือ 3.05% และปิดตัวที่ 15,434.14 จุด ต่ำที่สุดในรอบ 4 เดือน
ด้าน ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ระบุว่า ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงไม่ถึงเป้าหมายที่ 2% ภายในปีงบประมาณ 2017
ตันเต็กเล้ง นักกลยุทธ์ค่าเงินจากยูบีเอส เวลท์ แมเนจเมนต์ ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า หากคุโรดะไม่ส่งสัญญาณกระตุ้นเพิ่มในเร็วๆ นี้ หรือมีมาตรการรับมือการถอนตัวจากอียูของอังกฤษ ค่าเงินเยนก็จะยังคงแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ โดยค่าเงินเยนอาจจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐถึงระดับ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ หากอังกฤษออกจากอียู
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเป็นสัญญาณเตือนจากนักลงทุนให้คุโรดะขยายมาตรการ อย่างไรก็ตาม ยูโนสุเกะ อิเคดะ หัวหน้าฝ่ายวิจัยค่าเงินจากโนมูระ ซีเคียวริตี เปิดเผยว่า บีโอเจเผชิญแรงต้านมากเกินไป โดยต่อให้บีโอเจขยายมาตรการเพิ่มก็ไม่สามารถจัดการแรงต้านดังกล่าวได้ ซึ่งจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือในประสิทธิภาพการจัดการเศรษฐกิจของบีโอเจ
ด้าน จอร์จ โบโบราส หัวหน้านักลงทุนจากคอนทันโก แอสเซท แมเนจเมนต์ ในเมลเบิร์น เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ของบีโอเจยังคงเป็นการแข็งค่าของค่าเงินเยน ซึ่งอาจจะแข็งค่าเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ส่งผลให้เกิดความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น
อินโดฯ หั่นดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านธนาคารกลางอินโดนีเซีย (บีไอ) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง 12 เดือน ลง 0.25% เป็น 6.5% รวมถึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืน 7 วัน เป็น 5.25% พร้อมกับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.25% เป็น 4.5% เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ปรับลดลงเป็น 7% โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้
การปรับลดดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายที่ 3-5% และค่าเงินเริ่มมีเสถียรภาพ ประกอบกับบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลลดลง เปิดช่องให้สามารถกระตุ้นเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บีไอ ระบุว่า อินโดนีเซียจะต้องระวังการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต จากความกังวลเรื่องเบรกซิตและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลง 1% เมื่อเวลา 09.20 น. ตามเวลากรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ตลอดทั้งปี 2016 นี้ แต่ยังคงไม่อาจช่วยตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งร่วงลงไปแล้ว 2% ตลอดปีนี้







