posttoday
กู้อีก 6 หมื่นล้าน โปะไทยเข้มแข็ง

กู้อีก 6 หมื่นล้าน โปะไทยเข้มแข็ง

11 สิงหาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

รัฐบาลกำลังเร่งงบประมาณไทยเข้มแข็ง 3.5 แสนล้านบาท ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการกู้เงินล็อตใหญ่อีก 6 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4

เป็นการกู้ต่อเนื่องจากช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลังกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศไปแล้วเบ็ดเสร็จ 8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ หากย้อนไปตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2552 รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อใช้ในโครงการนี้ไปแล้ว 2.3 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายจากบัญชีโครงการไทยเข้มแข็งกว่า 2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 58.4%

โดยวงเงินดังกล่าวได้นำไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจ 15 สาขา 3,594 โครงการ อาทิ ขนส่ง พลังงาน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกันรายได้เกษตรกร เป็นต้น ภายใต้กรอบการลงทุนทั้งหมด 3.5 แสนล้านบาท โดยที่เหลือ 5 หมื่นล้านบาท จะนำไปชดเชยเงินคงคลังที่ลดลงในช่วงปี 2552

วัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการกู้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจปี 2552 จำนวน 6 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2553 เพื่อดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง 2555

ครม.ยังอนุมัติเงื่อนไขให้สามารถกู้เงินได้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของกระทรวงการคลัง มีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ 4 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ มีระยะเวลาในการเบิกจ่ายเงินกู้ภายใน 5 เดือน

ส่วนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเป็นไปตามข้อเสนอของแหล่งเงินกู้ ที่จะมีการเจรจาต่อไปตามที่กระทรวงการคลังเห็นสมควร

สำนักงบประมาณ รายงานว่า ได้อนุมัติคำขอจัดสรรงบแล้วเป็นเงิน 3.1 แสนล้านบาท โดยมีหน่วยงานต่างๆ ได้ทยอยจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วประมาณ 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าตั้งแต่เดือน ก.ค.ธ.ค. 2553 จะมีความจำเป็นในการเบิกจ่ายงบอีก 9.88 หมื่นล้านบาท

ขณะที่กระทรวงการคลังมีเงินกู้ที่รอการเบิกจ่ายอีก 3.7 หมื่นล้านบาท จึงเห็นควรให้เสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติกู้เงินสำหรับการดำเนินโครงการในช่วงไตรมาส 4 ด้วยวิธีการทำสัญญากู้เงิน (Term Loan) วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ดังกล่าว

แน่นอนว่าผลจากการที่รัฐบาลเร่งรัดอัดฉีดงบประมาณไทยเข้มแข็ง ก็ถือเป็นหัวรถจักรที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ตกต่ำจนหัวทิ่มในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะหยุดชะงักจากปัญหาทางการเมือง

โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย.ขยายตัว 14.5% ทำให้ในไตรมาส 2 ถือว่าดัชนีปรับตัวดีขึ้น 17.7% สอดคล้องกับความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่พุ่งทะลุ 100 จุด เนื่องจากการปรับตัวดีขึ้นของคำสั่งซื้อและความเชื่อมั่นด้านการผลิต

สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนขยายตัวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่สินค้าที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และที่อยู่อาศัยก็เติบโตสูงสุดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม การกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ได้ทำให้ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นมากนัก ล่าสุดอยู่ที่ 42% ของจีดีพี เพราะแม้ตัวเลขการกู้เงินจะพุ่ง แต่ฐานจีดีพีที่เติบโตเกือบ 10 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนที่ออกมายังไม่น่าเป็นห่วง

วัชระ กล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นวงเงิน 1,458 ล้านบาท จากปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปี 2552

ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตรา 5% (หรือเท่ากับดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือเอ็มอาร์อาร์ลบ 1.75%) โดยเป็นอัตราต้นทุนรวมของ ธ.ก.ส. ซึ่งรวมวงเงินชดเชยดอกเบี้ยระยะ 2 ปี สำหรับหนี้เงินกู้เก่าและเงินกู้ใหม่ ทั้งนี้ให้ ธ.ก.ส. ประมาณความเสียหายตามที่เกิดขึ้นจริงพร้อมวงเงินที่จะขอชดเชยจากรัฐบาล และเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากนี้ ในเรื่องการให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพนั้น รัฐบาลมีมติอนุมัติให้เงินกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท และลดดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราปกติที่ธนาคารเรียกเก็บจากเกษตรกรลูกค้า 3% ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี โดย ธ.ก.ส. จะขอชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลในอัตรา 3% เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ