posttoday
จะเลือกกองทุนแบบไหนดี เมื่ออัตราเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา

จะเลือกกองทุนแบบไหนดี เมื่ออัตราเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา

16 มิถุนายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม หมอนัท ประจำคอลัมน์ Fund Clinic กันอีกครั้งครับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมมักจะเจอคำถามบ่อยๆ ในเรื่องของ กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง ที่เริ่มมีอาการให้เห็นถึงการ “ติดลบ” ในช่วงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคำถามคงหนีไม่พ้นว่าแล้วจะทำอย่างไรดี บางคำถามก็ถามถึงสหรัฐว่า จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ไหม แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะถือกองทุนตราสารหนี้ต่อ หรือขายออกมาดีไหม แม้กระทั่งว่าบางคนก็อยากจะย้ายเงินไปที่กองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า หรืออีกคำถามที่นิยมถามกันก็คือ มีสินทรัพย์อะไรที่น่าสนใจในช่วงนี้ หรือไม่ ซึ่งวันนี้ผมจะมาตอบคำถาม

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม หมอนัท ประจำคอลัมน์ Fund Clinic กันอีกครั้งครับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมมักจะเจอคำถามบ่อยๆ ในเรื่องของ กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง ที่เริ่มมีอาการให้เห็นถึงการ “ติดลบ” ในช่วงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคำถามคงหนีไม่พ้นว่าแล้วจะทำอย่างไรดี บางคำถามก็ถามถึงสหรัฐว่า จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ไหม แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะถือกองทุนตราสารหนี้ต่อ หรือขายออกมาดีไหม แม้กระทั่งว่าบางคนก็อยากจะย้ายเงินไปที่กองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า หรืออีกคำถามที่นิยมถามกันก็คือ มีสินทรัพย์อะไรที่น่าสนใจในช่วงนี้ หรือไม่ ซึ่งวันนี้ผมจะมาตอบคำถาม

ในระยะนี้เมื่ออัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวลดลงมานานพอสมควร จากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยหลักๆ มาจากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง ซึ่งสินค้าอื่นๆ ไม่ได้ปรับตัวลดลงมากเท่าไหร่ ในบางช่วงเวลากลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำครับ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นข้าวของต่างๆ ไม่ได้ปรับตัวลดลงตามอัตราเงินเฟ้อทั่วไปนั่นเองครับ

ส่วนในต่างประเทศเองก็มีรูปแบบคล้ายๆ บ้านเราเช่นกันครับ พอราคาน้ำมันต่ำจึงมีผลให้อัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศไม่ได้ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ต่อให้มีการอัดฉีดเงินเข้าระบบสูงมากก็ตาม โดยตัวอย่างที่ดี และทำให้เราเห็นภาพชัดเจนคือประเทศสหรัฐนั่นเองครับ หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ มีอัตราการจ้างงานที่ดีขึ้น รายได้หรือเงินเดือนเองก็เพิ่มมากขึ้น และด้วยสภาวะแบบนี้ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นก็ยิ่งส่งเสริมให้แนวโน้มเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้น

ทางทฤษฎีแล้ว การมีเงินเฟ้ออ่อนๆ ถือเป็นเรื่องดี ให้ความรู้สึกถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการผลิต (ผู้ผลิตได้ขายของแพงขึ้น) แน่นอนว่า เมื่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น รัฐบาลก็ต้องออกนโยบายมาควบคุมไม่มีเงินเฟ้อที่สูงเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นข้าวของแพง คนไม่ซื้อ ไม่ใช้สินค้า วัตถุดิบแพงจะทำให้เศรษฐกิจกลับไปแย่เหมือนเดิม

ดังนั้น เมื่อทุกอย่างเริ่มเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทางสหรัฐที่ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมา ซึ่งดูแล้วดีขึ้นเรื่อยๆ มาตั้งแต่ 1-2 ปีที่แล้ว หากปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำไปเรื่อยๆ จะทำให้เงินเฟ้อสูงเกินความจำเป็น จึงมีแนวคิดที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ก็ต้องมีการออกมาตรการมาควบคุมบ้าง (เดี๋ยวจะโตไวเกินไป)

จึงเป็นที่มาว่า สหรัฐเองก็พยายามที่จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจนั่นเองครับ ซึ่งผมบอกเลยว่าต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่ๆ แต่จะช้าหรือเร็วก็ต้องติดตามกันต่อครับ แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อสภาพตลาดการเงินทั่วโลกไปด้วย เนื่องจากกระแสเงินจะไหลจากที่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำไปที่ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงครับ ซึ่งในระยะถัดไป เราคงได้เห็นว่า มีการไหลของเงินออกจากกลุ่มประเทศต่างๆ กลับเข้าไปที่สหรัฐนั่นเอง

แน่นอนว่าจะกระทบต่อการลงทุนในบ้านเราคือ อาจจะเห็นการขายตราสารหนี้ออกมามากจนทำให้ราคาของพันธบัตรลดลง ดังนั้นกองทุนกลุ่มตราสารหนี้ต่างๆ จะได้รับผลกระทบไปด้วย คือเห็นการติดลบของกองทุนในระยะสั้นๆ ได้ แต่ถ้าเราสามารถถือกองทุนได้นานเกินกว่าอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุน ความเสี่ยงเรื่องของราคาก็จะลดลงไปครับ

ส่วนใครที่กำลังจะลงทุน ที่ไม่ได้เป็นการลงทุนระยะกลาง 1-3 ปี และต้องการใช้เงินในระยะสั้นๆ ก็ควรที่จะรอจังหวะ หรือถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนจริงๆ ก็ลองเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนตลาดเงินไปก่อนก็ได้ครับ ส่วนคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าเป็นการลงทุนระยะกลาง หรือยาว ก็ทนถือต่อไปเถอะครับ ไม่ได้เสียหายจะขาดทุนหมดตัวอย่างแน่นอน

แต่ถ้าต้องการจะลงทุนในกองทุนต่างประเทศ เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าในประเทศ แต่ความเสี่ยงไม่สูงมากแล้วล่ะก็ ผมแนะนำว่าให้ลองดูกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ลงทุนในสหรัฐ เนื่องจากว่าแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเป็นขาขึ้น ถ้าเราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ความผันผวนก็จะต่ำ และมีโอกาสที่กองทุนจะปรับเอาตราสารหนี้ตัวใหม่ๆ ที่ได้ผลตอบแทนดีมากขึ้นเข้ามาอยู่ในกองทุน เรียกได้ว่า รอรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ

หรือถ้ารับความเสี่ยงได้มากหน่อย เงินก้อนที่จะลงทุนนั้น อยู่ในกองทุนได้เกินกว่า 2-3 ปีขึ้นไป กองทุนตราสารหนี้แบบ Global Bond ก็เริ่มน่าสนใจมากขึ้น เพราะแนวโน้มของอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินดอลลาร์จะแข็งมากขึ้น เงินในสกุลอื่นๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์จะอ่อนลง ส่งให้กองทุน Global Bond ที่ทำการ Short สกุลเงินเยน หรือยูโร ได้ผลตอบแทนจากค่าเงินมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสที่เราจะได้เห็นกองทุนเหล่านี้ มีผลตอบแทนระยะยาวที่ 5-6% เหมือนกับที่เราเคยเห็นในอดีตก็อาจจะเป็นไปได้ครับ

ก่อนจะจากกันไป จริงๆ ยังมีสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ในภาวะที่ผันผวนแบบนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประเภท Income Absolute Return อสังหาฯ หรือกองทุนผสมต่างๆ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับสักนิดว่า ไม่ว่าจะเป็นกองทุนแบบไหนก็จะมีความผันผวนของผลตอบแทนอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่ได้อยากให้นักลงทุนมองแค่ระยะสั้น แต่อยากให้มองระยะยาวมากขึ้น รวมถึงจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว แล้วพบกันครั้งหน้านะครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน