posttoday
การบริหารเงินฝากออมทรัพย์

การบริหารเงินฝากออมทรัพย์

16 มิถุนายน 2559

ยังเป็น talk of the town กันอยู่เลยสำหรับกรณีธนาคารทหารไทยลดดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือ 0% ต่อปี ต้องขอบคุณธนาคารทหารไทยด้วยใจจริง (ไม่ได้ประชดนะครับ ขอบคุณจริงๆ) ที่ทำให้คนไทยได้หูตาสว่างจากการที่ออมเงินในบัญชีออมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลเพราะกลัวขาดทุน ต้องการอะไรที่ฝากถอนสะดวก โดยมองแต่ประโยชน์ที่ได้ แต่ไม่ได้มองถึงข้อเสียเลย ไม่ได้ตระหนักถึงสัจธรรมในโลกข้อหนึ่งเลย คือ no free lunch ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ดังนั้นไม่มีหรอกครับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ดีทุกด้าน ตอบโจทย์ทุกอย่าง เมื่อเราได้ประโยชน์อย่างหนึ่ง เราก็ต้องยอมแลกกับประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นเราเองแหละที่ต้องตัดสินใจเลือกประโยชน์ที่สำคัญกับเรา แลกกับประโยชน์ที่ไม่สำคัญกับเราไป

ยังเป็น talk of the town กันอยู่เลยสำหรับกรณีธนาคารทหารไทยลดดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือ 0% ต่อปี ต้องขอบคุณธนาคารทหารไทยด้วยใจจริง (ไม่ได้ประชดนะครับ ขอบคุณจริงๆ) ที่ทำให้คนไทยได้หูตาสว่างจากการที่ออมเงินในบัญชีออมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลเพราะกลัวขาดทุน ต้องการอะไรที่ฝากถอนสะดวก โดยมองแต่ประโยชน์ที่ได้ แต่ไม่ได้มองถึงข้อเสียเลย ไม่ได้ตระหนักถึงสัจธรรมในโลกข้อหนึ่งเลย คือ no free lunch ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ดังนั้นไม่มีหรอกครับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ดีทุกด้าน ตอบโจทย์ทุกอย่าง เมื่อเราได้ประโยชน์อย่างหนึ่ง เราก็ต้องยอมแลกกับประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นเราเองแหละที่ต้องตัดสินใจเลือกประโยชน์ที่สำคัญกับเรา แลกกับประโยชน์ที่ไม่สำคัญกับเราไป

อย่างเงินฝากออมทรัพย์เป็นตัวอย่างที่ดี มีประโยชน์ที่เงินต้นปลอดภัย ฝากถอนสะดวก จะถอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ยังไงก็ได้ แต่ก็ต้องแลกกับดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆๆๆๆๆๆ แถมดอกเบี้ยยังไม่แน่นอนอีก อาจลดเหลือ 0% ต่อปี เหมือนที่ทหารไทยทำ หรืออาจถึงกับติดลบเลยอย่างบางประเทศก็ได้ คือ แทนที่คนฝากจะได้ดอกเบี้ย กลับต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคาร เป็นต้น แถมธนาคารจะปรับขึ้นลงเมื่อไหร่ เท่าไหร่ก็ได้ ไม่ต้องบอกเราล่วงหน้า และมีผลทันทีอีกด้วย

ด้วยลักษณะเฉพาะของเงินฝากออมทรัพย์จึงมีประโยชน์เพื่อสภาพคล่อง คือ เผื่อถอนสำหรับใช้จ่ายประจำวัน หรือสำรองกรณีฉุกเฉิน หรือส้มหล่นอย่างเดียว จึงไม่ควรเก็บไว้เยอะเกินไป เพราะถ้าเราเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เยอะเกินไป เท่ากับเราทำให้เงินออมเราไม่โต เหมือนเราบอนไซเงินเราให้แคระแกร็น ถ้าเป็นต้นไม้เราบอนไซจะเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่สวยงาม แต่เงินเรา ถ้าเราบอนไซให้เป็นเงินก้อนเล็กๆ ไม่โต ยังไงก็ไม่สวย เพราะทำให้เรามีเงินไม่พอใช้

แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่ามีเงินในบัญชีออมทรัพย์เยอะเกินไป ง่ายๆ ครับ ให้ดูว่าเราใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ เราก็เก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ตัวอย่างเช่น เราใช้จ่ายเดือนละ 1 หมื่นบาท เราก็ควรจะมีเงินในบัญชีออมทรัพย์ 3-6 หมื่นบาท ที่เป็นประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนก็เพื่อให้เรามีเวลาปรับตัวกรณีไม่มีรายได้ อย่างเช่น ออกจากงาน ฯลฯ ซัก 3-6 เดือน โดยสามารถเอาเงินจากบัญชีออมทรัพย์มาใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินจำเป็นอื่นๆ ทีนี้จะมีเงินในบัญชีออมทรัพย์ 3 หรือ 6 เดือนของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนดี ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวเรามีคนหารายได้เลี้ยงครอบครัวกี่คน ถ้าเราเป็นคนที่หารายได้เลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว อย่างนี้ควรจะมีเงินในบัญชีออมทรัพย์ 6 เท่าของค่าใช้จ่าย เพราะเสี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าในครอบครัวมีคนช่วยหารายได้เลี้ยงครอบครัว อย่างนี้เงินในบัญชีออมทรัพย์มีแค่ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายก็พอครับ

แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ต่อให้ออมเงินในบัญชีออมทรัพย์เพียง 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ยังไงก็เสียดายดอกเบี้ยที่แสนต่ำมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อยู่ดี เพราะดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี เท่ากับฝาก 100 บาททั้งปีได้ดอกเบี้ยแค่ 50 สตางค์ ไม่รู้จะฝากยังไง เพราะมันน้อยมาก ขนาดเหรียญ 50 สตางค์ตกพื้น ขอทานยังไม่เก็บเลย แต่พวกเราหลายคนกลับอดทนกว่าขอทานอีก ทนตั้ง 1 ปี เพื่อเงิน 50 สตางค์

อย่างนี้ดีกว่ามั้ยครับ ลองหาวิธีเพิ่มผลตอบแทนของเงินในบัญชีออมทรัพย์เราง่ายๆ เพียงแค่เราไปบอกธนาคารที่เรารักเราชอบมีบัญชีออมทรัพย์กับเขาอยู่ บอกเขาว่า เราสนใจกองทุนที่เสี่ยงต่ำๆ ฝากถอนได้ทุกวันเหมือนบัญชีออมทรัพย์ กองทุนแบบนี้ เขาเรียกกันว่ากองทุนตลาดเงิน มีความเสี่ยงต่ำ ฝากถอนได้ทุกวันเหมือนออมทรัพย์ ต่างกับออมทรัพย์นิดหน่อยตรงที่ ถ้าอยากถอนต้องถอนก่อนเวลาที่กำหนดของแต่ละธนาคาร เช่น ต้องถอนก่อน 15.30 น. (อันนี้ต้องถามธนาคารที่เรารักครับ) ถอนวันนี้เงินจะเข้าบัญชีออมทรัพย์เราพรุ่งนี้เช้าไม่สามารถถอนเที่ยงคืน ตีหนึ่งตามใจสะดวกเหมือนออมทรัพย์ แต่ข้อดีของกองทุนตลาดเงินก็คือ ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์ อย่างคร่าวๆ ตอนนี้ผลตอบแทนของกองทุนตลาดเงินอยู่ประมาณ 1-2% ต่อปี แม้ว่ากองทุนตลาดเงินจะไม่ระบุผลตอบแทนล่วงหน้าเหมือนดอกเบี้ยออมทรัพย์แต่มันก็เยอะกว่าเยอะ

แต่เพราะกองทุนตลาดเงินไม่สามารถฝากถอนได้สะดวกเหมือนออมทรัพย์ เราก็ควรมีเงินสำรองในบัญชีออมทรัพย์สำหรับค่าใช้จ่ายซักครึ่งเดือนที่เหลือสำหรับสำรองเป็นสภาพคล่องก็เก็บในกองทุนตลาดเงิน น่าจะช่วยให้เงินสภาพคล่องของเราโตได้ดีกว่าอยู่ในบัญชีออมทรัพย์อย่างเดียว

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน