
โลกระส่ำรอ ‘เบร็กซิต’ นับถอยหลังชี้ชะตาอังกฤษ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บรรดาผู้นำและนักธุรกิจจากหลายประเทศทั่วโลกต่างออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากอังกฤษโหวตออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต ในการลงประชามติวันที่ 23 มิ.ย.ที่จะถึงนี้
ล่าสุด อิงกา บีอาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของธนาคารลอยด์ส ระบุว่า การโหวตออกจากอียูของอังกฤษ เป็น 1 ใน 3 ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบอย่างหนักที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก
บีอาลา ระบุอ้างรายงานดัชนีความเสี่ยงเศรษฐกิจของเมืองใหญ่ทั่วโลก (ลอยด์ส ซิตี้ ริสก์ อินเด็กซ์) สำหรับปี 2015-2025 จัดทำโดยธนาคารลอยด์สและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บ่งชี้ว่า ภาวะช็อกหรือพังลงมาของตลาดเป็นความเสี่ยงอันตรายที่สุดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก ขณะที่การเกิดโรคระบาดในมนุษย์ถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดเป็นลำดับที่ 2 และตามมาด้วยเบร็กซิต
นอกจากนี้ บีอาลา ระบุว่า การอยู่ในตลาดร่วมกับอียูทำให้ธุรกิจได้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าของอียูที่ค่อนข้างใหญ่และเข้าถึงหลายตลาดทั่วโลก รวมทั้งยังเป็นแหล่งเครือข่ายของธุรกิจอีกจำนวนมาก ขณะที่การออกจากอียูอาจจะส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เพิ่มข้อเรียกร้องทำให้บรรดาธุรกิจและสถาบันการเงินในอังกฤษดำเนินการในยูโรโซนยากขึ้น
“เนื่องจากว่าอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของตลาดยุโรป ซึ่งทำให้ลอยด์สสามารถเข้าถึงตลาดประกันใหญ่ที่สุดในโลกที่ประกอบด้วยสมาชิกมากถึง 27 ประเทศได้ และความสามารถในการค้ากับทุกประเทศในยุโรปทำให้บริษัทได้เปรียบ” บีอาลา กล่าว
ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ผลการลงประชามติว่า ฝ่ายสนับสนุนการอยู่ในอียูจะชนะอย่างถล่มทลาย แต่ผลสำรวจความคิดเห็นที่ออกมาในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการลงประชามติกลับบ่งชี้คะแนนเสียงที่ใกล้เคียงกันมาก จนถือได้ว่ามีความเป็นไปได้ครึ่งต่อครึ่งที่อังกฤษจะอยู่หรือออกจากอียู และยิ่งไปกว่านั้นยังมีโพลบางสำนักที่ความต้องการออกจากอียูมีคะแนนนำขึ้นมา
ผลสำรวจความคิดเห็นจัดทำโดยบริษัทวิจัยตลาด โออาร์บี เปิดเผยในหนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนต์ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ต้องการให้อังกฤษออกจากอียู ขณะที่อีก 45% ต้องการให้อยู่ในอียู โดยคะแนนที่นำอยู่ถึง 10% นี้ ทำให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงทันที 1.2% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ค่าเงินปอนด์จะปรับตัวลดลงต่ำอยู่ในระดับต่ำกว่า 1.35 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 1985 หากอังกฤษตัดสินใจออกจากอียู และคาดว่าค่าเงินปอนด์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้อยู่ที่ 1.5 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ หากอังกฤษตัดสินใจอยู่ในอียูต่อ จากปัจจุบันที่ 1.419 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ในตลาดฮ่องกง
ขณะที่ มาร์ก โบลีท ประธานคณะกรรมการนโยบายและทรัพยากรของกรุงลอนดอน ก็แสดงความกังวลถึงภาพรวมทางการค้าของอังกฤษโดยระบุว่า เบร็กซิตจะทำให้อังกฤษต้องเริ่มเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่แทนข้อตกลงเดิมมากกว่า 50 ประเทศรวมถึงอียู ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ด้านนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ระบุว่า การออกจากอียูอาจจะส่งผลให้เกิดการตัดงบกองทุนสาธารณสุขต่างๆ รวมทั้งระบบบำเหน็จบำนาญ ทำให้รัฐบาลต้องเก็บเงินสำรองเลี้ยงชีพ ค่าธรรมเนียมใช้โทรทัศน์และระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น หลังจากผลสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่า กลุ่มผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจหรือมีแนวโน้มเปลี่ยนใจได้จนถึงวันลงประชามติจริงและเป็นกลุ่มที่นิยมการอยู่ในยุโรปมากที่สุด
ก่อนหน้านี้ ทั้งผู้นำสหรัฐ ญี่ปุ่น และอียู ต่างสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ต่อ ขณะที่ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เตือนว่า เรื่องนี้อาจกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก







