
มูลค่าระดมทุน5เดือนวูบ83%
ตลท.ห่วงมูลค่าระดมทุน บจ.ปีนี้ หลังหดไป 83.9% มั่นใจทั้งปียังถึงเป้า เชื่อต่างชาติยังมีโอกาสเข้าหุ้นไทยอีก เพราะสัดส่วนหุ้นระยะยาวยังคงที่
ตลท.ห่วงมูลค่าระดมทุน บจ.ปีนี้ หลังหดไป 83.9% มั่นใจทั้งปียังถึงเป้า เชื่อต่างชาติยังมีโอกาสเข้าหุ้นไทยอีก เพราะสัดส่วนหุ้นระยะยาวยังคงที่
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน พ.ค. 2559 การระดมทุนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ทั้งจากการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และตลาดรอง จากการเพิ่มทุนผู้ถือหุ้นเดิมแบบทั่วไปแบบเฉพาะเจาะจง การออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) เป็นต้น อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ลดลงไป 83.9% เมื่อเทียบกับ
ช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ระดมทุนไป 1.55 แสนล้านบาท ตลท.มีความกังวลใจและติดตามเรื่องนี้อยู่เนื่องจากภาวะตลาดหุ้นโดยรวมยังไม่ดี เศรษฐกิจยังมีการชะลอตัว
อย่างไรก็ดี มองว่าการที่ปัจจุบันเริ่มเห็นหุ้นไทยมีการฟื้นตัวดีขึ้น และเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังน่าจะมีการฟื้นตัวที่ดีนอกเหนือจาก 2 ปัจจัยการขับเคลื่อนหลักอย่างการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐ ยังต้องติดตามดูจากอีก 2 ปัจจัยคือ การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชน และน่าจะทำให้ภาวะตลาดโดยรวมดีขึ้น รวมทั้งยังถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรมีการปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปียกเว้นราคายาง น่าจะส่งผลดีต่อรายได้เกษตรกรไทย และส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ
ทั้งนี้ ยังคงเป้ามูลค่าการระดมทุนในตลาดปีนี้ที่ 2.5 แสนล้านบาท และเป้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) หุ้นไอพีโอ 2.7 แสนล้านบาท เช่นเดิม โดยเชื่อว่าจากที่ตลาดหุ้นมีการฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปี และจากหุ้นไอพีโอที่รอเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยน่าจะทำถึงเป้าหมายได้
สำหรับประเด็นที่ให้น้ำหนักความน่าสนใจและมองเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่ ตลท.เป็นห่วงและพูดถึงมาตลอดคือ เศรษฐกิจจีนที่มีการชะลอตัวและการควบคุมเรื่องสถาบันการเงินของจีนมากกว่า ก็เพราะไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้าขายกันมาก รวมถึงจีนกับอาเซียนก็มีการค้าขายกันมากเช่นกัน
“ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่ ตลท.ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่จะทำได้คือต้องรักษาสมดุลสัดส่วนนักลงทุนในกลุ่มต่างๆ อย่างน้อยให้นักลงทุนกลุ่มสถาบันทั้งในและต่างประเทศ กับนักลงทุนรายย่อยให้สมดุลกันอย่างละ 50% ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่าหุ้นไทยยังแข็งแกร่งเพราะมีการเติบโตและสามารถเพิ่มสัดส่วนในทุกกลุ่มนักลงทุนได้” นายภากร กล่าว
นายภากร เชื่อว่าเม็ดเงินต่างชาติยังมีโอกาสที่จะไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นได้ แม้ยังไม่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากตัวเลขถือครองหุ้นไทยระยะยาวของต่างชาติยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 30.7% ซึ่งระดับที่ปกติกัน 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ 33-37%
สำหรับภาวะการซื้อขายหุ้นไทยเดือน พ.ค. ปิดที่ 1,424.28 จุด สูงสุดในรอบ 5 เดือน เพิ่มขึ้น 10.6% จากสิ้นปีก่อนในรูปของเงินบาท และในรูปของเงินเหรียญสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 12% ซึ่งถือว่ายังสูงสุดในภูมิภาค
ขณะที่ดัชนีวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปิดที่ 1,421.86 จุด ลดลง 7.35 จุด หรือ 0.51% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 54,564.16 ล้านบาท น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากต่างประเทศ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและความกังวลเรื่องที่อังกฤษจะออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งชัดเจนจากที่ขายทำกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ทั้งพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ประกอบกับหุ้นไทยขึ้นมาแรงมากจึงต้องมีแรงขายทำกำไรออกมา ซึ่งถ้าในระยะ 2-3 วันนี้ ยังสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้ ก็ถือเป็นจังหวะที่เริ่มเข้าทยอยซื้อได้ เพราะกลยุทธ์ตอนนี้คือ ขึ้นขายลงซื้อ แต่ถ้าไม่สามารถยืนที่ 1,400 จุดได้ ก็อาจจะปรับลงต่ำกว่านี้ และแนวต้านที่ 1,430-1,440 จุด







