ประกันชีวิตเลิกให้ดอกเบี้ยสูง
บริษัทประกันชีวิตปรับแผน เตรียมเลิกขายกรมธรรม์ที่ให้ผลตอบแทนสูง หนีดอกเบี้ยขาลง
บริษัทประกันชีวิตปรับแผน เตรียมเลิกขายกรมธรรม์ที่ให้ผลตอบแทนสูง หนีดอกเบี้ยขาลง
แหล่งข่าวจากธุรกิจประกันชีวิต เปิดเผยว่า จากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบัน ทำให้ลูกค้าส่วนหนึ่งที่เคยฝากเงินกับธนาคารหันมาซื้อแบบประกันออมทรัพย์มากขึ้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ส่งผลให้บริษัทประกันชีวิตบางแห่งเตรียมที่จะยกเลิกขายแบบประกันที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อให้สอดคล้องกับเงินลงทุนของบริษัทที่ต้องหาช่องทางลงทุนใหม่ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนมารองรับกับแบบประกันที่ขายด้วย
ทั้งนี้ อย่างเช่นกรณีของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ในแบบประกัน "เมืองไทย ซุปเปอร์ กู๊ด 12/5" ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 3.25% ก็เตรียมจะปิดการขายในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ จากเดิมที่จะปิดการขายเมื่อสิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ได้รับกระแสเรียกร้องจากลูกค้าเก่าเป็นจำนวนมาก จึงต้องขยายเวลาขายเพิ่มเติมอีก ขณะที่แบบประกัน "เมืองไทย สมาร์ท เซฟวิ่ง 10/6" ที่ให้ผลตอบแทนรองลงมาอยู่ที่ 2.64% ก็มีแผนที่จะปิดการขายใน วันที่ 30 มิ.ย.นี้เช่นกัน
นายเชาว์พันธุ์ พันธุ์ทอง กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทรอดูทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่จะประชุมในช่วงกลางเดือน มิ.ย.นี้ก่อน ถึงจะนำมาปรับแบบประกันใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและเงินลงทุนของบริษัทได้
"ช่วงนี้คงต้องรอดูจังหวะการลงทุนก่อน ซึ่งเราก็คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ แต่ที่ผ่านมาแบบประกันของบริษัทก็ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงมากนัก เป็นแบบประกันระยะสั้นและขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เช่น แบบประกัน 2/1 ที่จ่ายเบี้ย 1 ปี คุ้มครอง 2 ปี ให้ผลตอบแทนที่ 3% โดยส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าเก่าที่ซื้อไปหมด ซึ่งอย่างนี้เราก็ต้องเอาเงินไปลงทุนหา ผลตอบแทนให้ได้มากกว่าที่ให้กับลูกค้าบวกไป 1.5% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหรือ เฉลี่ยเราเองก็ต้องได้รับผลตอบแทน ประมาณ 4-5% ถึงจะพอดี เช่น การ ลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 4%" นายเชาว์พันธุ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แบบประกันส่วนใหญ่ในช่วงนี้ของบริษัทจะเป็นแบบระยะสั้นให้ความคุ้มครอง 2-3 ปี ทำให้สามารถปรับตัวได้ทันกับสภาพตลาด ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามแผน แต่ก็ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามมาตรฐานบัญชีใหม่ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ยังอยู่ในทิศทางที่ควบคุมได้ เพราะภาระหนี้สินกับสินทรัพย์ของบริษัท ใกล้เคียงกัน







