
ราคาน้ำมันระยะสั้น ยังผันผวน
โดย...มณฑล จุนชยะ
โดย...มณฑล จุนชยะ
หากกล่าวถึง สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันถือเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่มีบทบาทต่อบรรยากาศการลงทุน อีกทั้งที่ผ่านมาราคาน้ำมันก็มีความผันผวนพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันนี้สถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังเผชิญกับภาวะกำลังการผลิตเกินความต้องการใช้พลังงาน ส่วนหนึ่งเป็นผลสะท้อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงมาทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการได้แหล่งผลิตน้ำมันใหม่ทดแทน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนในน้ำมันถัดจากนี้ ซึ่งในมุมมองของ บลจ.วรรณจะเป็นอย่างไร และมีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน ผมขอสรุปให้เห็นภาพง่ายๆ 3 ประการ ดังนี้
ปัจจัยแรกที่ผมอยากให้ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในน้ำมันต้องติดตาม คือ ปัจจัยพื้นฐานของราคาน้ำมันเกี่ยวกับอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วๆ ไป และ ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ทิศทางของราคาน้ำมันยังถูกกดดันด้วยการหาข้อสรุปของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ทั้งกลุ่ม OPEC และ NON OPEC เพื่อควบคุมปริมาณกำลังการผลิตให้มีความสมดุลกันระหว่างอุปสงค์ คือความต้องการใช้น้ำมัน และอุปทานคือความต้องการผลิตน้ำมัน โดยผลการประชุมโอเปกในสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่สามารถกำหนดเพดานการผลิตได้
ขณะเดียวกันประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ได้ลดปริมาณการนำเข้าน้ำมัน เนื่องจากมีแหล่งน้ำมันใหม่ คือ Shale Oil ซึ่งจากเหตุปัจจัยแรกดังกล่าวนั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสทรุดตัวลง จากระดับ 90 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก่อนจะปรับตัวกลับขึ้นมาที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และตลอดช่วงระยะเวลาความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนทั้งในและต่างประเทศที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพการลงทุนที่ไม่สดใสมากนัก เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่ ซึ่งหากเทียบเป็น Market Weight ถ้าหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวลดลง มักกดดันดัชนีโดยรวมให้ผลตอบแทนของตลาดปรับตัวลดลง
ปัจจัยที่สอง คือบรรยากาศการลงทุน ในตลาดน้ำมันปัจจัยนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลเชิงจิตวิทยาของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งมักจะเคลื่อนไหวไปตามกระแสข่าว ซึ่งในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประเด็นการเกิดเหตุความเสียหายกับท่อขนส่งน้ำมันดิบในประเทศไนจีเรีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของทวีปแอฟริกา และภาวะไฟป่าที่ แอลเบอร์ตา แคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันจาก Oil sand ที่สำคัญ ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดลงชั่วคราว ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้อย่างสบาย
ปัจจัยอื่นๆ ซึ่งมีอยู่หลายๆ องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราระหว่างประเทศ หรือปัจจัยทางสถิติ (Technical Factor) ในครึ่งปีหลังสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้น ดังนั้นการซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินสกุลหลัก ย่อมทำให้ราคาน้ำมันเมื่อคิดเป็นเหรียญสหรัฐแล้วจะมีมูลค่าลดลง บ่งชี้ได้ว่า ณ ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบยังไม่มีทิศทางปรับตัวขึ้นสูงได้เท่ากับช่วงอดีตที่ผ่านมา ประกอบกับข้อมูลทางสถิติที่ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วแตะระดับ 48 เหรียญสหรัฐ ดังนั้น ระยะสั้นยังมีโอกาสผันผวนและปรับฐานอีกครั้ง
สำหรับมุมมองต่อทิศทางราคาน้ำมัน ผมมองระดับราคาน้ำมันแกว่งตัวในกรอบ 45-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต่อไปอีก 3-6 เดือน ซึ่งหากผู้ลงทุนที่สนใจกระจายลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์น้ำมัน ผมแนะนำให้รอความชัดเจนของราคาน้ำมัน โดยคาดว่าในช่วงปลายปีราคาน้ำมันจะมีความผันผวนลดลง นอกจากนี้ควรติดตามข้อสรุปของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เพราะจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก
“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”







