
‘สมหมาย’ อัดช่วยคนรวย เว้นภาษีบ้าน 50 ล้าน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันนี้ โดยในส่วนที่อยู่อาศัยนั้น กรณีที่มีบ้านหลังเดียวจะจัดเก็บเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป และหากมีที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 2 หลังขึ้นไป จะเสียภาษีทันทีในบ้านหลังที่สองตั้งแต่บาทแรกนั้น
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ในฐานะที่เป็นคนผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในช่วงปีแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้น เห็นว่าไม่ถูกต้องที่จะยกเว้น
ไม่เก็บภาษีบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท เพราะเท่ากับเป็นการเก็บภาษีกับคนรวยส่วนน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ วิธีดังกล่าวยังผิดวัตถุประสงค์การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต่างประเทศทำกัน คือ คนที่มีบ้านทุกคนต้องเสียภาษี โดยคนที่มีบ้านราคาถูกก็เสียภาษีน้อย คนที่มีบ้านแพงก็ต้องเสียภาษีมาก วิธีนี้จะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนเสียภาษีเพื่อนำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ ร่างเดิมที่อดีต รมว.คลัง ผู้นี้เคยเสนอให้รัฐบาลพิจารณา คือ ยกเว้นภาษีบ้านที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะถือว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยและคนจน แต่หากมีบ้านมากกว่า 2 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีทุกคน ซึ่งจะมีภาระภาษีไม่มากกว่าการเสียภาษีรถยนต์ในแต่ละปี หรือการจ่ายค่าเพย์ทีวีในแต่ละเดือน
“รัฐบาลไม่เก็บภาษีคนที่มีบ้านไม่เกิน 50 ล้านบาท ก็เท่ากับรัฐบาลไม่พยายามเก็บภาษี ส่งเสริมให้คนไม่รู้จักเสียภาษี แต่ขณะเดียวกันประชาชนก็เรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายสวัสดิการต่างๆ ให้มากๆ ทำให้ประเทศมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่การเก็บรายได้ไม่เพียงพอ การเก็บภาษีที่ดินที่ทำกันอยู่ถือเป็นการลากประเทศถอยหลัง คนไทยอยากมีสวัสดิการดีเหมือนต่างประเทศ แต่ไม่ดูว่าคนต่างประเทศเขาเสียภาษีมากขนาดไหน” สมหมาย กล่าว
ขณะที่ในส่วนของที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้นสมหมาย คาดว่ารัฐจะเก็บรายได้ภาษีได้ไม่มาก เพราะตอนนี้คนรวยที่ดินได้ทำการบริหารเพื่อไม่ให้ต้องเสียภาษี ด้วยการโอนที่ดินในชื่อของบุคคลไปไว้ในนิติบุคคลหมดแล้ว ซึ่งกฎหมายภาษีดินและสิ่งปลูกสร้างที่ออกมาหากดูกันไม่ดี ก็จะไม่สามารถเข้าไปเก็บภาษีในส่วนนี้ได้
อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการเก็บภาษีทรัพย์สิน ต้องการให้คนที่มีทรัพย์สินรู้จักการเสียภาษี เหมือนกับมีรถยนต์ไม่ว่าคันเล็กคันใหญ่ก็ต้องเสียภาษี จำนวนมากน้อยแตกต่างกัน นอกจากนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นในฐานะผู้จัดเก็บ โดยปัจจุบันรัฐบาลต้องอุดหนุนเงินให้ท้องถิ่นปีละ 2.5-2.8 แสนล้านบาท ซึ่งเดิมคิดว่าการเก็บภาษีที่ดินจะช่วยลดการให้เงินอุดหนุนลง แต่ร่างกฎหมายใหม่กลับจะทำให้การเก็บรายได้ของท้องถิ่นลดลง ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินสนับสนุนมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ปีละ 2 แสนล้านบาท มีภาระต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับธนาคารรัฐและรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินตามนโยบายรัฐบาลอีกกว่า 1 แสนล้านบาท ยังมีเงินดอกเบี้ยค่าจำนำข้าว คิดเป็นภาระงบประมาณรวมกัน 6 แสนล้านบาท เทียบกับงบประมาณปัจจุบันประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท เท่ากับภาระดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 5 แต่รัฐบาลไม่เก็บภาษีให้มากขึ้น ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
สมหมาย ยังให้ความเห็นว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เป็นคนทำเรื่องนี้ถูกสั่งจากฝ่ายการเมืองให้ไม่เก็บภาษีที่ดินและที่อยู่อาศัยคนรวย ซึ่งน่าเห็นใจข้าราชการ เพราะ รมว.คลัง และรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็ไม่สามารถช่วยสนับสนุนจุดยืนของ สศค. เพราะต้องทำตามผู้ใหญ่ทางการเมือง
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินเดิมของ สศค.ที่เสนอให้รัฐบาลเห็นชอบก่อนมีการเปลี่ยนแปลง กำหนดเพดานอัตราภาษี 4 ประเภท คือ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 0.2% ที่ดินที่อยู่อาศัย 0.3% ที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม 1% และที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ในช่วง 1-3 ปีแรกเก็บ 1% ช่วง 4-6 ปี เก็บเพิ่มเป็น 2% และปีที่ 7 ขึ้นไป เสียภาษี 3%
สำหรับอัตราการเก็บภาษีจริงนั้นจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำหนด ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา และจัดเก็บเป็นขั้นบันไดตามราคาประเมิน เช่น ภาษีที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาทแรก เก็บภาษี 0.01% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 200 บาท/ปี ภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัย มูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.03% หรือคิดเป็นภาษีที่จ่าย 600 บาท/ปี ไล่ไปจนถึงบ้านที่ราคา 100 ล้านบาทขึ้นไป เก็บภาษี 0.2% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 6.39 หมื่นบาท/ปี
ขณะเดียวกัน จะพิจารณาบรรเทาภาระภาษีกรณีที่อยู่อาศัยให้เหลือครึ่งหนึ่งของภาษีที่ต้องชำระเป็นเวลา 3 ปี หากอยู่อาศัยมาเกิน 15 ปี โดยคลังประเมินว่า ช่วง 3 ปีแรก จะเก็บภาษีได้ 8.2 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป จะเก็บภาษีได้ 9.7 หมื่นล้านบาท







