
'เมก้า'เปิดแผนโต
MEGA มีเงินสดพันล้านพร้อมซื้อกิจการ ลุยธุรกิจใหม่ศูนย์สุขภาพ-อาหารเพื่อสุขภาพ
MEGA มีเงินสดพันล้านพร้อมซื้อกิจการ ลุยธุรกิจใหม่ศูนย์สุขภาพ-อาหารเพื่อสุขภาพ
นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA) เปิดเผยว่า บริษัทมีเงินสดประมาณ 1,000 ล้านบาท มาจากเงินที่เหลือจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และกำไรจากการดำเนินงาน พร้อมนำไปลงทุนในโครงการลงทุนใหม่ หรือซื้อกิจการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีที่ปรึกษาทางการเงินเสนอดีลมาให้บริษัทศึกษาโดยตลอด ทั้งผู้ต้องการขายบริษัท แบรนด์ รวมถึงต้องการผู้ร่วมทุน อาทิ ในประเทศยูเครน แอฟริกา รวมถึงในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเห็นว่า MEGA เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีฐานการดำเนินธุรกิจในตลาดดังกล่าวอยู่แล้ว อย่างไรก็ดียังไม่มีดีลที่เหมาะสม และบริษัทเน้นการเติบโตแบบภายในเป็นหลัก แต่ก็จะไม่ทิ้งโอกาสที่ดี
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความพร้อมเริ่มขยายไปสู่ธุรกิจใหม่เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม ปัจจุบันมีธุรกิจศูนย์สุขภาพที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ถือเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพของบริษัทเตรียมที่จะเปิดให้บริการภายในปี 2559 และกำลังทำวิจัยธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพพร้อมรับประทาน ซึ่งจะเริ่มทดลองให้บริการก่อนในศูนย์สุขภาพของบริษัทเอง
“บริษัทสนใจธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมรองรับในอนาคต เพราะในปี 2573 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนกลุ่มคนชราราว 65% ของประชากรทั้งหมดคล้ายกับประเทศญี่ปุ่น ทำให้ความต้องการดูแลสุขภาพมีเพิ่มมากขึ้น” นายวิเวก กล่าว
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2559-2560 บริษัทจะลงทุนสร้างคลังสินค้าและออฟฟิศในเมียนมามูลค่าประมาณ 540 ล้านบาท เพื่อทดแทนคลังสินค้าที่บริษัทเช่า มีโอกาสลดต้นทุนค่าเช่าลง หากคลังใหม่ยังไม่เพียงพอก็อาจกลับมาเช่าเพิ่มด้วยส่วนหนึ่งตลาดในเมียนมาขยายตัวมาก เพราะรัฐบาลมีนโยบายจะสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีการเปิดให้นำเข้าสินค้าได้ 24 ชั่วโมง ส่วนการร่วมทุนกับพันธมิตรในอินโดนีเซียเพื่อสร้างโรงงานผลิตยา และพัฒนายาเพื่อขึ้นทะเบียน คาดว่าจะผลิตยาออกมาขายได้ภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีธุรกิจแล้ว และเห็นศักยภาพในการเติบโต
ด้านผลดำเนินงานในปี 2559 บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 5-10% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 7-8% อัตรากำไรขั้นต้น 62-63% เป็นระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่เคยทำได้ เพราะได้รับปัจจัยจากแบรนด์หลักทั้ง Mega We Care ซึ่งอัตรากำไรที่สูงยังสามารถเติบโตได้ดี รวมถึง Maxx Care ยังเติบโตด้วย ในปีนี้ยังมีแผนออกสินค้าอีก 6-7 ตัว ขณะที่ตลาดในต่างประเทศหลัก ทั้งเมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม ยังเติบโตได้ดี
นายวิเวก กล่าวต่อไปว่า ในปี 2563 บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของทั้งกำไรและรายได้ 2 เท่าตัวจากปี 2558 ซึ่งเป็นการเติบโตจากภายในของบริษัทด้วยแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่ง มีศักภาพการเติบโตในทุกตลาดที่บริษัทมีธุรกิจ มีทีมงานที่พร้อมในทุกตลาดที่อยู่มาประมาณ 20-30 ปี รวมทั้งยังมีสินค้าที่มีใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายจำนวนมาก รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาเตรียมขออนุญาตอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานสามารถจำหน่ายในยุโรปได้โดยการเติบโตดังกล่าวไม่รวมธุรกิจใหม่และโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ







