
ฟิทช์ปรับแผนธุรกิจเพิ่มกำไร
ฟิทช์ฯ ทิ้งทวนคงเครดิตAP-LHก่อนยกเลิกจัดอันดับอ้างพนักงานมีน้อย บล.คันทรี่ฯ ขายพอร์ตรายย่อยให้ยูโอบี
ฟิทช์ฯ ทิ้งทวนคงเครดิตAP-LHก่อนยกเลิกจัดอันดับอ้างพนักงานมีน้อย บล.คันทรี่ฯ ขายพอร์ตรายย่อยให้ยูโอบี
โลกที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตต้องปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่ โดยนายเลิศชัย กอเจริญรัตนกุลผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ฟิทช์ฯ ได้ทบทวนแผนการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของลูกค้า ล่าสุดได้ประกาศเลิกการจัดเครดิตของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือAPและบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH)เพราะบุคลากรและนักวิเคราะห์ของฟิทช์ฯ มีจำกัด โดยหันไปให้น้ำหนักในการวิเคราะห์และจัดเครดิตให้กับกองทุนรีท เช่น ไทคอนกองรีท และแม็คโคร เป็นต้น เพราะมองว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสจะมีการระดมเงินจำนวนมากในอนาคต
การประกาศยกเลิกการจัดเครดิตของบริษัททั้งสองแห่ง เกิดขึ้นหลังจากฟิทช์ฯ ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของAPที่‘BBB+(tha)’และLHที่ระดับ‘BBB+(tha)’ส่วนอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นให้ที่‘F2(tha)’ -แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพทั้งคู่เช่นเดียวกัน
ฟิทช์ฯ คาดว่ารายได้ของAPน่าจะอยู่ในระดับเดิมที่ประมาณ2.2หมื่นล้านบาท ในปี2559-2560จากยอดขายพรีเซลส์ของอาคารชุดพักอาศัยที่ชะลอตัวลงในช่วง2ปีที่ผ่านมา รายได้หลักมาจากที่อยู่อาศัยแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ คาดว่าจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ได้ที่ระดับ32-33%และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA margin)ที่ระดับ15-16%ในช่วง3ปีข้างหน้า
สำหรับLHฟิทช์ฯ คาดว่าEBITDA marginลดลงมาอยู่ที่23%ในปี2558จาก24-25%ในปี2556-2557เพราะบริษัทมุ่งที่จะขายบ้านที่สร้างเสร็จพร้อมขายที่ยังคงเหลือในโครงการ ที่มีกำไรน้อยกว่าสินค้าในโครงการที่เปิดใหม่ แต่คาดว่าLHจะรักษาระดับEBITDA marginไว้ได้ที่23-24%ในช่วง3ปีข้างหน้า ส่วนรายได้จะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่4-8%ในปี2559
ด้านการปรับตัวของธุรกิจหลักทรัพย์ นายทอมมี่ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH)กล่าวว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คันทรี่ กรุ๊ป (CGS)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้ขายทรัพย์สินให้กับ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) หรือUOBKHแล้ว โดยจะโอนทรัพย์สินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รายย่อยและหนี้สินที่เกี่ยวข้องภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่การตลาดของCGSได้รับการว่าจ้างโดยUOBKHในเดือน ก.ค.
“จะโอนสัญญาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้น) บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบเงินสด และแบบแคชบาลานซ์ พร้อมบัญชีซื้อขายอนุพันธ์ ซึ่งเคยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่การตลาด แต่ละรายก่อนไปยังUOBKHโดยต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง”นายทอมมี่ กล่าว
ทั้งนี้CGSจะลดการพึ่งพารายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รายย่อย มุ่งเน้นธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจค้าหลักทรัพย์และธุรกิจค้าพันธบัตรซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นและประมาณการรายได้ที่มากขึ้น
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP)กล่าวว่า บริษัทปรับกลยุทธ์เป็นโฮลดิ้งส์และยังคงทำต่อเนื่อง สายตลาดทุนมีฐานลูกค้าที่แข็งในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนให้เป็นที่ปรึกษาในการออกหุ้น ธุรกิจบริหารเงินให้ลูกค้ารายใหญ่มีแนวโน้มที่ดี ส่วนธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ไตรมาสแรกมีอัตราค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยที่0.1659%สูงกว่าของอุตสาหกรรมที่0.1240%
ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นขณะนี้มาจากสภาพคล่องในประเทศที่ไหลลงทุนระยะสั้นหมุนเวียนในหุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการที่ดี เช่น กลุ่มพลังงานและสื่อสาร แต่ราคาหุ้นหลายกลุ่มเริ่มแพงเมื่อเทียบกับกำไรปี2559กลุ่มที่น่าสนใจ คือ ปิโตรเคมีที่จะมีส่วนต่างราคาขายที่ดีขึ้น และกลุ่มค้าปลีก แต่ราคาเริ่มแพง
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ วันที่23มิ.ย.2559สหราชอาณาจักรจะมีการลงประชามติ ว่าจะอยู่ต่อหรือออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความไม่แน่นอน หากตัดสินออกจากอียูจะเป็นประเด็นใหญ่ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินและตลาดทุนยุโรป รวมถึงของโลกด้วย แต่ตลาดหุ้นไทยจะมีผลกระทบที่จำกัด และเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยน้อยมาก เพราะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังมีปัญหา และยังมีความกังวลปัญหาเศรษฐกิจของจีน ขณะนี้ตลาดหุ้นยุโรปและจีนน่าสนใจลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ฟุตซี่ รัสเซล ประกาศหุ้นชุดใหม่ที่จะใช้ในการคำนวณFTSE SET Index Seriesตั้งแต่วันที่20มิ.ย.เป็นต้นไป ในส่วนหุ้นขนาดใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนดัชนีFTSE SET Mid Cap Indexมี5หุ้นใหม่ที่เข้าคำนวณ เช่น บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY)บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC)และบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง(TKN)
ด้าน บริษัท เน็ตเบย์ (NETBAY)จะเสนอขายไอพีโอ จำนวน40ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ4บาท เปิดจองซื้อในวันที่8-10มิ.ย.นี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันที่17มิ.ย.นี้







