
เศรษฐกิจโลกเฉา ขาด "อีโคโนมิก แชมเปี้ยน"
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ผิดจากปกติ ไม่มีประเทศใดที่โดดเด่นเป็นผู้นำการขับเคลื่อนโลก
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิติวงษ์
ภาวะเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปีนี้มีความผันผวนอย่างมาก ตัวเลขเศรษฐกิจก็ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังถดถอย
สุทธาภา อมรวิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ผิดจากปกติ ไม่มีประเทศใดที่โดดเด่นเป็นผู้นำการขับเคลื่อนโลก (อีโคโนมิก แชมเปี้ยน) เช่น ยุคอุตสาหกรรม นำโดยญี่ปุ่น ยุคเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ของสหรัฐเมื่อปี 1990 จากนั้นปี 2000 สหภาพยุโรปรวมตัวใช้เงินสกุลเดียวกัน มาถึงปี 2005-2006 จีนยกระดับเศรษฐกิจเป็นหัวจักรขับเคลื่อนแทนหลายประเทศที่กำลังเซ กระทั่งปัจจุบันไม่มีประเทศใดชัดเจน แม้สหรัฐมีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นแต่ก็แค่พยุงตัวเอง ไม่มีแรงมากพอที่จะผลักดันทั่วทั้งโลก
สุทธาภา กล่าวว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจโลกชะงักงัน ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทดแทนการใช้แรงงาน ฉะนั้นต่อให้เศรษฐกิจฟื้น การจ้างงานก็ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
นอกจากนี้ เทคโนโลยีใหม่ยังทำให้เกิดระบบการรับงานเป็นจ๊อบ (Gig Economy) เช่น แท็กซี่อูเบอร์ หรือแอร์บีเอ็นบี เว็บไซต์ลงโฆษณาให้เช่าห้องตัวเอง ทำให้ความตั้งใจลงทุนหายไป ธุรกิจเน้นใช้สต๊อกที่มีให้คุ้มค่า
พร้อมกันนี้ โลกที่ยังพึ่งพาการผลิตปรับตัวรับปัญหาแรงงานขาดแคลนไม่ทัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ จี3 เป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งเน้นการออมมากกว่าการใช้จ่าย อีกทั้งการที่หลายประเทศหนี้ครัวเรือนสูง และหนี้ภาครัฐสูง ทำให้การใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายมีจำกัด
สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมี 4 แนวทางเริ่มถึงทางตัน คือ
1.นโยบายการเงินที่มักถูกนำมาใช้ทำให้ดอกเบี้ยต่ำก็ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป โดยขณะนี้ดอกเบี้ยต่ำมากอยู่ในระดับเดียวกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจาก 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น เม็ดเงินถึง 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นมาเท่าระดับปกติก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงิน
2.การแทรกแซงค่าเงินจนเข้าสู่สงครามค่าเงิน ซึ่งไม่ได้ผลเท่ากับช่วงปี 1997 ที่ช่วยให้ไทยพ้นวิกฤตได้จากการส่งออกฟื้นเพราะมีประเทศแชมเปี้ยน แต่ครั้งนี้ไม่มี และแต่ละประเทศต่างลดค่าเงินของตัวเองเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจภายในของตัวเองทั้งสิ้น ซึ่งแนวทางนี้ใช้ไม่ได้ผลกับไทยมากนัก
3.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เรื่องใหญ่ที่สุดคือการปฏิรูปแรงงาน สหรัฐเริ่มปฏิรูปตั้งแต่ปี 1970 ยุโรปมีการนำเข้าแรงงานจากยุโรปตะวันออกมาตะวันตก ขณะที่จีนยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว ญี่ปุ่นเริ่มมีนโยบายให้ผู้หญิงออกทำงาน สำหรับไทยต้องแก้ไขปัญหาแรงงานครั้งใหญ่ ทั้งการใช้แรงงานผิดกฎหมายในการทำประมง (ไอยูยู) ปรับโครงสร้างภาษีและกฎระเบียบอีกมาก หลังจากที่อันดับความง่ายต่อการทำธุรกิจร่วงลงไป 14 อันดับ ทักษะแรงงานตกลงไป 12 อันดับ การวิจัยและพัฒนาตกลงไป 11 อันดับ
และ 4.มาตรการทางการคลัง ซึ่งประเทศอื่นมีปัญหาจากการก่อหนี้เกินเพดาน เช่น ยุโรปเกิน 60% อย่างอิตาลีทะลุ 132% ญี่ปุ่นหนี้การคลังพุ่งไปถึง 240% แต่เอเชียยังมีช่องว่าง และประเทศไทยยังมีความสามารถใช้การคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยรัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวัง มาตรการทางการคลังเป็นทางออกที่สำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจกลับขึ้นมา โดยประเทศไทยมีภาระทางการคลังเพียง 48% ของจีดีพี ยังต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ที่ 60% ฉะนั้นกระสุนที่ยังเหลือ 12% ควรเลือกใส่ในจุดที่ได้ผลที่สุด ได้แก่ ภาคบริการ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการลงทุนของภาคการผลิตที่หดตัวลงตามการค้าโลก
“รัฐบาลควรเลือกเจาะการใช้งบประมาณลงทุนใน 3 กลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตดี มีมูลค่าสูง และมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาก ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี และการเป็นศูนย์กลางการค้าและคมนาคมในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม” สุทธาภา กล่าว
ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ควรลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากร เช่น น้ำ ขยะ พัฒนาศูนย์รักษาพยาบาล ยกระดับมาตรฐานดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวและหาจุดดึงดูดอื่นนอกเหนือจากทรัพยากร เช่น การจัดงานอีเวนต์ แข่งขันกีฬา รวมทั้งหายุทธศาสตร์ท่องเที่ยวที่ชัดเจน เช่น รองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวต่างจากวัยหนุ่มสาว
สำหรับด้านดิจิทัล ยอมรับว่า ไทยช้ากว่าที่ควร เพราะโลกกำลังพัฒนาไปถึงอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ การประมวลฐานข้อมูล (ดาต้าอะนาไลติกส์) ซึ่งประเทศไทยกำลังพัฒนาบรอดแบนด์รองรับการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยไทยเสียโอกาสมากจากการพัฒนา 3จี ล่าช้า ทำให้ความสามารถในการจับตลาดดิจิทัลหายไป แต่การเริ่มนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ถือเป็นเรื่องที่ดี ช่วยขยายฐานภาษีให้รัฐบาล และนำประเทศเข้าสู่สังคมไม่ใช้เงินสด ที่ประหยัดต้นทุนของประเทศได้มาก
“เราช้าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่สัดส่วนดิจิทัลต่อจีดีพี อยู่ที่ 8% เราอยู่ที่ 2% ความสามารถด้านนวัตกรรม มาเลเซียอยู่ที่อันดับ 13 ไทยอยู่อันดับ 70 ความพร้อมกฎหมายเทคโนโลยีมาเลเซียอันดับ 8 ไทยอันดับ 98 แอพพลิเคชั่นเด่นของมาเลเซียมีแกร็บแท็กซี่ ส่วนไทยไม่มีเลย” สุทธาภา กล่าว
ส่วนการเจาะศูนย์กลางซีแอลเอ็มวี มุ่งเน้นการพัฒนาโลจิสติกส์ ถือว่ามาถูกทาง ที่จะรองรับการค้าการลงทุนและการบริการกับประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่สิ่งที่ต้องปรับปรุงไปด้วย คือ กฎระเบียบ เช่น ใบขับขี่สำหรับชาวต่างชาติรองรับการขนส่งข้ามแดนตามนโยบายหน้าต่างบานเดียว (เนชั่นแนล ซิงเกิ้ล วินโดว์) เป็นต้น
สุทธาภา ทิ้งท้ายว่า วันที่ 8 มิ.ย.นี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เตรียมจัดงานเสวนา อีไอซี คอนเฟอเรนซ์ 2016 จับตาการลงทุนภาครัฐ-เอกชน แรงส่งเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ อนาคตไทยกับทศวรรษใหม่แห่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้คอยฟังข้อมูลว่าแนวโน้มการลงทุนในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร







