
โชว์กลยุทธศาสตร์ สนองเป้าส่งออกใหม่
ผลจากการปรับเป้าหมายส่งออกปีนี้เพิ่มเป็น 20% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับกลยุทธ์ในการทำตลาดใหม่เช่นกัน
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กลยุทธ์ในครึ่งปีหลังจะเน้นเจาะจงเป็นรายตลาด หากตลาดไหนมีศักยภาพจะเพิ่มกิจกรรมกระตุ้นยอดซื้อ ควบคู่กับการดูแลเป็นรายสินค้า โดยเฉพาะสินค้า 10 อันดับแรกที่มีการส่งออกมาก ภายใต้การดูแลของหัวหน้ากลุ่มสินค้า (ชิป ออฟ โปรดักต์) หรือ ซีโอพี ซึ่งจะหารือร่วมกับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อคิดค้นกิจกรรมด้านการตลาดให้เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ
การแบ่งกลุ่มตลาด เพื่อผลักดันการส่งออกมี 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นตลาดที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นสูง เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จะรักษาความสัมพันธ์ของฐานลูกค้ารายเดิม (ซีอาร์เอ็ม) โดยครึ่งปีแรก ตลาดดังกล่าวส่งออกในสัดส่วน 33.2% ของการส่งออกทั้งหมด มูลค่า 3.09 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.3%
กลุ่มที่สอง เป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ฮ่องกง เอเชียใต้ กระทรวงให้ความสำคัญมากที่สุด ตามแผนจะนำเอกชนร่วมกิจกรรมต่างๆ กับกระทรวงเข้าไปเจาะตลาด ครึ่งปีแรกส่งออกสัดส่วน 44.2% มูลค่า 4.10 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.2%
กลุ่มสุดท้าย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับรองลงมา ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก ถือเป็นตลาดใหม่ มีสินค้าหลายรายการที่ส่งออกได้ดี ครึ่งปีแรกส่งออกไปสัดส่วน 18.8% มูลค่า 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.3%
นอกจากแผนผลักดันรายตลาดและรายสินค้าแล้ว กระทรวงยังได้วางยุทธศาสตร์ระยะยาว มุ่งเน้นภูมิภาคเอเชีย เช่น อาเซียน จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย มากสุด โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รองลงมา คือ ประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังคงรักษาตลาดหลัก คือ สหรัฐและอียู ไว้พร้อมกัน
กระทรวงได้วิเคราะห์แล้วว่า ใน 35 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจของสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และยังไม่มั่นคง เพราะประสบปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง ต่างกับเอเชียที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และการลงทุนแหล่งใหม่ของโลกใน 710 ปีข้างหน้า
“
เออีซีจะเป็นมิติใหม่ของการส่งออกไทย และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงในอาเซียน โดยจะผลักดันให้เอกชนไทยเข้าไปผลิตสินค้าและลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพราะอาเซียนจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ในการส่งออกของไทย มีประชากรถึง 530 ล้านคน เป็นแหล่งวัตถุดิบ แรงงาน ตลาดการค้าให้กับไทยได้”พร้อมกันนี้ จะขยายบทบาทของกรมส่งเสริมการส่งออกให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ก็จะเพิ่มบทบาทสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนในด้านอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ เช่น ให้ความสนับสนุนภาคเอกชนไทยเจาะตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด รวมทั้งพัฒนาตลาดเพื่อให้สามารถทำการค้าและการส่งออกได้อย่างยั่งยืน
ตลอดจนหาช่องทางธุรกิจต่างประเทศในด้านใหม่ๆ แนะนำพันธมิตรทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ สนับสนุนการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งเสริมและพัฒนาตลาดส่งออก และธุรกิจบริการ กลุ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ของประเทศ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน กลุ่มเอกลักษณ์ไทย ส่งเสริมและพัฒนาตลาด ใช้เครื่องมือด้านไอที เช่น ตลาดออนไลน์ เป็นต้น และให้ความสนับสนุนภาคเอกชนในด้านข้อมูลเชิงลึกและฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจ การจัดการด้านโลจิสติกส์ เตือนภัยและป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน







