ลงทุนค้างเติ่ง1.8ล้านล.
บีโอไอติดตามลงทุนเอกชนที่ได้รับส่งเสริมฯ ไปแล้ว 1.8 ล้านล้าน มั่นใจ 2 ปีครึ่งลงทุนจริง 6.5 แสนล้าน
บีโอไอติดตามลงทุนเอกชนที่ได้รับส่งเสริมฯ ไปแล้ว 1.8 ล้านล้าน มั่นใจ 2 ปีครึ่งลงทุนจริง 6.5 แสนล้าน
นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ติดตามสอบถามนักลงทุนเจ้าของโครงการที่ได้ยื่นและได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วง 1-2 ปี ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายส่งเสริมฯ ในปี 2558 แต่ยังไม่มีการลงทุนจริง ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวม 1.8 ล้านล้านบาท ผลปรากฏว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังสนใจที่จะลงทุนจริง มีเพียงบางส่วนหรือไม่เกิน 10-20% ที่ตัดสินใจชะลอการลงทุนหรือเปลี่ยนแผนการลงทุนเนื่องจากสภาพตลาดเปลี่ยน หรือหาผู้ร่วมลงทุนไม่ได้
“ตัวเลขการลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง จากคำขอส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการอนุมัติและออกบัตรฯ ไปแล้ว 6 แสนล้านบาท บีโอไอจึงคาดว่าภายใน 2 ปีครึ่งจะมีการลงทุนจริงในส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 6.5 แสนล้านบาท เพราะเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน ระบุว่าเมื่อนักลงทุนได้รับบัตรส่งเสริมฯ แล้ว จะต้องสร้างโรงงาน นำเข้าเครื่องจักร เพื่อทำการผลิตภายใน 2 ปีครึ่ง” นางหิรัญญา กล่าว
นางหิรัญญา กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่านักลงทุนยื่นคำขอรับส่งเสริมการลงทุนฯแล้ว 2 แสนล้านบาท และบีโอไอมั่นใจว่า ณ สิ้นปี 2559 ยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนฯ จะเป็นไปตามเป้าหมาย 4.5 แสนล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเห็นได้จากยอดยื่นคำขอรับส่งเสริมฯ 50% เป็นยอดคำขอรับส่งเสริมในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่นเดียวกับการขอรับส่งเสริมฯ จัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC) ที่คาดว่าปีนี้จะมีีบริษัทต่างชาติเข้าทะเบียนทั้ง IHQ และ ITC ถึง 100 บริษัท
นางหิรัญญา กล่าวถึงการหารือระหว่างผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในช่วงการโรดโชว์การลงทุนที่ญี่ปุ่น เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า บริษัท เทยิน ผู้ผลิตเส้นใยชนิดพิเศษรายใหญ่ของญี่ปุ่น ตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่มเติมผลิตเส้นใย Para Aramid Fiber ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแรงสูง ทนความร้อนและกันกระสุนได้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเริ่มต้นผลิตต้นปี 2560 รวมทั้งมีแผนตั้งศูนย์การวิจัยและพัฒนา และ IHQ ในประเทศไทยด้วย ขณะที่บริษัท ไดเซล บริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และระบบความปลอดภัยในยานพาหนะ ยืนยันที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังอาเซียนและอินเดีย และปีนี้บริษัทมีแผนลงทุนเพิ่มอีก 6,000 ล้านบาท







