
น้ำมันลงยาวรับท่าทีโอเปกนิ่ง
จับตาการประชุมใหญ่โอเปกคาดไม่มีแผนตรึงกำลังผลิต หลายชาติเล็งปั๊มเพิ่ม แข่งดูหวังแย่งส่วนแบ่งตลาดเอเชีย
จับตาการประชุมใหญ่โอเปกคาดไม่มีแผนตรึงกำลังผลิต หลายชาติเล็งปั๊มเพิ่ม แข่งดูหวังแย่งส่วนแบ่งตลาดเอเชีย
ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ในตลาดสหรัฐ ปรับตัวลง 1.04% มาอยู่ที่ 48.59 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 1.2% มาอยู่ที่ 49.29% ในการซื้อขายที่ตลาดสิงคโปร์เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ซึ่งนับเป็นราคาที่ลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 แล้ว เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ จะไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการคงกำลังการผลิตออกมา
รอยเตอร์สรายงานอ้างความเห็นนักค้าส่วนใหญ่ว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้เป็นเพราะเชื่อกันว่ากลุ่มประเทศโอเปกหลายรายจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันออกมาอีก เพื่อแข่งขันครองส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะในตลาดเอเชียแทนที่จะร่วมกันตรึงกำลังการผลิตเพื่อดันราคาให้ขยับขึ้น นอกจากนี้ผู้ผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมันหลายรายในแคนาดายังเริ่มกลับมาเดินเครื่องผลิตอีกครั้งแล้ว
“สมาชิกโอเปกหลายรายต่างมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ดังนั้น การลดกำลังการผลิตในขณะนี้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะจะกระทบต่อแผนการดังกล่าว” วาณิชธนกิจ มอร์แกนสแตนลีย์ ระบุ
อย่างไรก็ดี มอร์แกนสแตนลีย์แสดงความกังวลต่อข้อมูลทางเศรษฐกิจในจีนที่ชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการนำเข้าน้ำมันตามไปด้วย ขณะที่นักวิเคราะห์จากบีเอ็มไอ รีเสิร์ช ระบุว่า ข้อมูลจากความหนาแน่นของท่าเรือและฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นที่ใกล้เข้ามา จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของจีนในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า
นอกจากจับตาผลการประชุมแล้ว ยังเป็นที่คาดว่าจะมีการจับตาดูทิศทางของ คาห์ลิด อัล-ฟาลีห์ รัฐมนตรีน้ำมันคนใหม่จากซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมาแทนที่ อาลี อัล-ไนมี อดีตรัฐมนตรีคนเก่าที่อยู่ในตำแหน่งมานานกว่า 20 ปี และมีอิทธิพลต่อกลุ่มโอเปกมาอย่างยาวนาน
วันเดียวกัน วอลสตรีท เจอร์นัลรายงานว่า หลายประเทศในตะวันออกกลางต่างพร้อมใจกันออกพันธบัตรครั้งใหญ่เพื่อเร่งหารายได้ชดเชยจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยกาตาร์ได้ออกพันธบัตร 5 ปี 10 ปี และ 30 ปี วงเงินรวม 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการออกพันธบัตรล็อตใหญ่ที่สุดจากตะวันออกกลาง โดยคาดว่าส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022
ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมาสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ได้ออกพันธบัตรสกุลยูโรในวงเงิน 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.78 แสนล้านบาท) และบาห์เรนออกพันธบัตรไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ในวงเงิน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.4 แสนล้านบาท)
ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย มีแผนจะออกพันธบัตรภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะเป็นการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยคาดว่าอาจตั้งวงเงินสูงถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 แสนล้านบาท) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้กู้เงินล็อตใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ไปแล้ว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.56 แสนล้านบาท)







