
แรงซื้อโลกยังไม่ฟื้น ฉุดการผลิตเอเชียร่วง
โดย...ต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) คงคาดการณ์เศรษฐกิลโลกเอาไว้ที่ 3% สำหรับปีนี้ และ 3.3% สำหรับปี 2017 เนื่องจากการลงทุนและการค้ายังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออก สูญเสียแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไป ประกอบกับความเสี่ยงของการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ
ขณะเดียวกัน โออีซีดี ระบุว่า การใช้นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ต้องควบคู่ไปกับการใช้จ่ายทางการคลังและการปฏิรูปโครงสร้าง
ด้านซูเซียมลิม นักเศรษฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากธนาคารเอชเอสบีซี ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า หลังจากการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นตัวแทนศักยภาพการผลิตของประเทศนั้นๆ ภาครวมในด้านการส่งออกและการผลิตของเอเชียยังคงไม่ดีนัก
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า พีเอ็มไอของประเทศส่งออกหลักในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงทำผลงานได้ไม่ดีนักในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงซื้อจากทั่วโลกที่ชะลอตัวลง และยังเป็นปัจจัยกดดันรายได้ของภาคเอกชนอีกด้วย
ดัชนีพีเอ็มไอตัวเลขทางการของจีนเดือน พ.ค. อยู่ที่ 50.1 จุด โดยแม้จะเป็นเดือนที่ 3 ที่แสดงการฟื้นตัวด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ผลสำรวจดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า ยอดซื้อใหม่และยอดส่งออกของจีนยังคงชะงัก โดยเจ้าเจิงเชิง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ของบริษัทวิจัย ซีอีบีเอ็ม กรุ๊ป ระบุว่า ในภาครวม เศรษฐกิจจีนยังคงไม่สามารถรักษาการฟื้นตัวในไตรมาสแรกที่ 6.7% เอาไว้ได้
ด้านโออีซีดียังคงคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนปีนี้ไว้ที่ 6.5% และ 6.2% สำหรับปี 2017
ขณะที่พีเอ็มไอของเกาหลีใต้ จัดทำโดยนิกเกอิและมาร์กิต ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในอังกฤษนั้น อยู่ที่ 50.1 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย.ที่ 50.0 จุด โดยยอดสั่งซื้อสินค้าส่งออกปรับตัวขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การส่งออกของเกาหลีใต้เดือน พ.ค.ปรับตัวลงไป 6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอดขายสินค้าไปยังลูกค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างจีนลดลงมากที่สุด 9.1%
ด้านไต้หวัน กิจกรรมการผลิตลงไปอยู่ที่ 48.5 จุด ในเดือน พ.ค.และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ต่อเนื่องจากเดือน เม.ย.ที่ 49.7 จุด ซึ่งต่ำกว่าเส้นแบ่งดีกับร้ายที่ 50 จุด ขณะที่พีเอ็มไอของมาเลเซียยังคงปรับตัวลดลงด้วยยอดสั่งซื้อสินค้าใหม่ปรับตัวลงติดต่อกันแล้ว 15 เดือน
ด้านพีเอ็มไอญี่ปุ่นเดือน พ.ค. ร่วงลงไปอยู่ที่ 47.7 จุดในเดือน พ.ค. เป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 3 ปี เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 48.2 จุด ขณะที่ค่าเงินเยนฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 18 เดือน เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ฮิโรอากิ มุโตะ นักเศรษฐศาสตร์จากโตไก โตเกียว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ เปิดเผยว่า เอกชนญี่ปุ่นไม่ได้ประโยชน์จากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอีกต่อไปแล้ว หลังค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเอกชนควรเลิกพึ่งพาข้อได้เปรียบจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา
สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยให้นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศเลื่อนขึ้นภาษีการขายจาก 8% เป็น 10% ซึ่งมีกำหนดการขึ้นภาษีเดิมในเดือน เม.ย. 2017 ออกไปเป็นเดือ นต.ค. 2019 หลังส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจอาจเผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008
เลื่อนภาษีขายไม่ช่วยอุ้มบริโภคญี่ปุ่น
ฮิเดโอะ คุมาโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยไดอิชิ ไลฟ์ ในกรุงโตเกียว เปิดเผยว่า การเลื่อนขึ้นภาษีขายจะลดแรงกดดันของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นและซัพพลายเออร์สินค้าอุปโภคบริโภคได้ในระยะสั้น แต่การเลื่อนขึ้นภาษีขายจะไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย เนื่องจากไม่มีปัจจัยใดที่สามารถกระตุ้นได้
"ประชากรกำลังลดลง และเงินเดือนก็ไม่ขึ้น สภาพการณ์กำลังย่ำแย่" คุมาโนะ กล่าว
บลูมเบิร์ก ระบุว่า ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นหลัง 0.8% เป็น 109.86 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 06.43 น. ในกรุงลอนดอน จากการประกาศเลื่อนขึ้นภาษีขาย โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลต่อการออกจากสมาชิกอียูของอังกฤษ จึงเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่าเงินเยน อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นสร้างความกังวลต่อรายได้เอกชน ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิปิดตัวแดนลบ 1.62% เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา
หุ้นของกลุ่มค้าปลีกปรับตัวลงถ้วนหน้า เช่น ฟาสต์รีเทลิง เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ายูนิโคล่ ร่วงมากที่สุด 3.4% ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ขณะที่เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ค้าปลีกรายใหญ่ ลง 1.4% และอีออน โค ค้าปลีกรายใหญ่ในญี่ปุ่น ลงอีก 1.6%
โออีซีดีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่นลงจาก 0.8% เป็น 0.7% สำหรับปี 2016 และปรับลดจาก 0.6% เป็น 0.4% ในปี 2017 เนื่องจากแรงซื้อจากเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่ปรับตัวลดลง รวมถึงการบริโภคที่ยังคงไม่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ดังกล่าวเป็นการคาดการณ์จากสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยตามกำหนดการเดิมในปี 2017
อย่างไรก็ตาม ด้านโออีซีดีระบุว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายงบประมาณเกินดุลและรักษาความเชื่อมั่นทางการคลัง โดยจำเป็นต้องมีการให้รายละเอียด รวมถึงกลยุทธ์ในการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้มากกว่านี้ ซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีขายด้วย







