รายย่อยยังกู้สินเชื่อบริโภค
แบงก์ฟันธงสินเชื่อบริโภคยังเพิ่ม แต่สินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอีแทบไม่ขยับ นักลงทุนยังไม่มั่นใจขยายกำลังการผลิต
แบงก์ฟันธงสินเชื่อบริโภคยังเพิ่ม แต่สินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอีแทบไม่ขยับ นักลงทุนยังไม่มั่นใจขยายกำลังการผลิต
นายพรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ รักษาการแทนประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันนักลงทุนยังขาดความมั่นใจ ทำให้ยังไม่ลงทุนเพิ่ม บวกกับประเทศไทยยังมีสัดส่วนการลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่งผลให้สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ (คอร์ปอเรต) รวมทั้งสินเชื่อเอสเอ็มอียังไม่ค่อยขยับ แต่สินเชื่อเพื่อการบริโภคยังขยายตัวได้ดี แม้ประชาชนจะยังไม่ค่อยมั่นใจในเศรษฐกิจมากนัก แต่คนยังมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสูง ทำให้สินเชื่อด้านนี้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง
“ถึงขณะนี้สินเชื่อเพื่อการลงทุนจะยังไม่ดี แต่เชื่อว่าสินเชื่อในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่รัฐบาลมีการส่งเสริม สนับสนุน อาทิ สินเชื่อเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ทัวร์ เฮลแคร์ รวมทั้งสินเชื่อเพื่อการบริโภค ยังน่าจะโตได้ในระดับที่ดี เพราะหากดูกันจริงๆ แนวโน้มเศรษฐกิจก็ค่อยๆ ปรับดีขึ้น ดูได้จากตัวเลขที่ทยอยออกมา” นายพรสนอง กล่าว
ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดสินเชื่อภาคสถาบันรับฝาก ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ณ สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า มียอดสินเชื่อคงค้างรวม 16.18 ล้านล้านบาท คิดเป็นการขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 4.2% ชะลอลงจากเดือน มี.ค. ที่มียอดคงค้างที่ 16.14 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.3% นอกจากนี้ ยังชะลอมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จากเดือน ม.ค. ที่สินเชื่อขยายตัว 5.3% เดือน ก.พ. ขยายตัวลงมาที่ 4.8% เดือน มี.ค. ขยายตัว 4.3% และเดือน เม.ย. ขยายตัว 4.2%
ทั้งนี้ ปริมาณสินเชื่อปล่อยใหม่ลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะสินเชื่อในภาคการผลิต อสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์ ส่วนปริมาณสินเชื่อใหม่ที่ให้แก่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากมาตรการภาครัฐ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงสงกรานต์และมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ปรับลดลง หลังจากที่เร่งไปในช่วงก่อน
อย่างไรก็ดี โดยรวมการระดมทุนของภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน
ด้านปริมาณเงินฝากของสถาบันรับฝากเงินรวมตั๋วแลกเงิน รวมธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมียอดคงค้างที่ 17.65 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.9% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.6% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากปริมาณเงินฝากของภาคธุรกิจเป็นสำคัญ
ด้านเงินฝากจากภาคครัวเรือนทรงตัว และจากปริมาณสินเชื่อใหม่ที่โตต่ำกว่าปริมาณเงินฝากที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วแลกเงินของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 94.1% จาก 94.8% ในเดือนก่อน







