posttoday
รัฐบาลเร่งรีดรายได้ อัดเบิกจ่ายลงทุนกู้เศรษฐกิจ

รัฐบาลเร่งรีดรายได้ อัดเบิกจ่ายลงทุนกู้เศรษฐกิจ

01 มิถุนายน 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ตัวเลขส่งออกเดือน เม.ย. 2559 ที่ติดลบ 8% เป็นสัญญาณปัญหาเศรษฐกิจรอบใหม่ หลังจากที่ 2 เดือนก่อนหน้าการส่งออกเป็นบวกได้เล็กน้อย ขณะที่การนำเข้ายังติดลบ 14% ตอกย้ำว่าผู้ประกอบการยังชะลอการลงทุน

ก่อนหน้านี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าการส่งออกของไทยไม่ดีและได้เตรียมหาทางรับมือแล้ว และได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการทำงานของผู้บริหารกระทรวงการคลังทันที โดย สมคิด ระบุว่า ช่วงเศรษฐกิจภายนอกไม่ดีต้องพึ่งเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก การเดินทางมาตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงการคลัง มีการบ้านสำคัญคือต้องการให้คลังเก็บภาษีให้ได้ตามเป้า เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแท้จริง และยังต้องการให้แน่ใจว่าประเทศมีเงินหรือกระสุนเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศที่จะมากระทบไทย

มาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของรัฐบาลยังดำเนินการสองส่วนสำคัญ คือ การกระตุ้นการบริโภคดูแลผู้มีรายได้น้อยไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนและการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งหมดนี้หนีไม่พ้นต้องใช้เงินจากงบประมาณ ซึ่งหากรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่าเป้า การเบิกจ่ายก็จะมีปัญหา ไม่มีเงิน และการกระตุ้น การบริโภคก็ไม่มีกระสุนที่จะดำเนินการ

สมคิด ระบุว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ตอนนี้ถือว่าน่าพอใจ ยังได้เกินเป้าหมาย แต่รายได้ที่เกินเป้าหมายส่วนหนึ่งมาจากรายได้พิเศษจากการประมูล 4จี ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และจากการส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจเกินเป้าอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้เงินส่วนนี้เพื่อดูแลเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่เก็บกองไว้เฉยๆ แน่นอน เพราะเศรษฐกิจโลกอ่อนแอกระทบการส่งออก ทำให้ต้องพึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น

นอกจากนี้ มาตรการบัญชีเดียวยังทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต ในเดือน พ.ค. 2559 เพิ่มขึ้นถึง 40% ขณะที่การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตก็ทำได้เกินเป้า แต่ภาพการเก็บภาษีโดยรวมของ 3 กรมภาษียังน่าเป็นห่วงต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก โดยเฉพาะกรมสรรพากรคาดว่าจะจัดเก็บภาษีต่ำกว่าถึง 1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ จากตัวเลขการเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลเก็บรายได้ 1.22 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 7.05 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบ 1.79 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 3.59 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2559 มีจํานวน  2.06 แสนล้านบาท

ด้าน กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2559 กว่า 1.79 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนที่เบิกจ่ายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากความพยายามในการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาล และส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเบิกจ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงต้นปีงบประมาณ ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณจะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนเกิดความมั่นใจและส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

และจากการประเมินแสดงให้เห็นว่าในช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ปรับมาตรการกระตุ้นการลงทุนเปิดทางให้โครงการใหญ่ที่เริ่มลงทุนปีนี้ นำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ทำให้รัฐบาลต้องสูญเงินภาษีไปอีก ส่งผลให้การเก็บภาษีของประเทศให้ได้ตามเป้าหมายมีโอกาสยากมากขึ้น

หากดูการเก็บภาษีของรัฐบาล 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 ของ 3 กรมภาษี พบว่าต่ำกว่าเป้าหมาย 2.94 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 3.89 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้า 3,340 ล้านบาท มีเพียงกรมสรรพสามิตที่ได้เกินเป้า 1.28 หมื่นล้านบาท โดยกรมสรรพสามิตคาดว่าทั้งปีจะได้เกินเป้า 2.5 หมื่นล้านบาท เห็นได้ว่าการเก็บภาษีของกรมสรรพากรเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าจะเก็บภาษีของรัฐจะได้ตามเป้าหมายหรือไม่

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า หากกรมสรรพากรตีตื้นเก็บภาษีได้ดีขึ้นช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ ก็จะทำให้การเก็บภาษีโดยรวมของประเทศได้ตามเป้าหมาย ส่งผลดีต่อการลงทุนภาครัฐ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย และทำให้เกิดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจมากขึ้นตามไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์