
‘แอลจี’โดดลุยตลาดรับหน้าฝน
ดันยอดครึ่งปีหลังโต35%ชู3สินค้าเด่นเจาะครัวเรือน ดันยอดขายครึ่งหลังโต35%
โพสต์ทูเดย์
— แอลจีดัน 3 สินค้ากลุ่มครัวเรือนฝ่าหน้าฝน เชื่อกำลังซื้อ 5 เดือนสุดท้ายเริ่มฟื้น หวังสิ้นปีขายเข้าเป้า 1.8 หมื่นล้านบาทนายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) เจ้าของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีแบรนด์แอลจี เปิดเผยว่า ใน 5 เดือนสุดท้ายปีนี้บริษัทเตรียมทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าหมวดครัวเรือน (เอชเอ) ผ่าน 3 สินค้าไฮไลต์ คือ 1.ตู้เย็น 2.เตาอบไมโครเวฟ และ 3.เครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ต่างๆ
นอกจากนี้ จะเน้นการจัดกิจกรรมการตลาดเชิงรุกเพื่อกระตุ้นอารมณ์การจับจ่ายซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นช่วงชะลอการขายหรือโลว์ซีซันในการทำตลาดสินค้าทั่วไป
ทั้งนี้ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การทำตลาดสินค้าได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่เห็นเป็นโอกาสในการทำตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่ต้องทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุกผ่านแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ ร่วมกับร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่ทยอยเปิดตัวแคมเปญตลาดประจำปีไปก่อนหน้านี้ รวมถึงแคมเปญอื่นๆ ของบริษัทที่จะทยอยเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ ออกมาตามแผนที่วางไว้
สำหรับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรกของบริษัทมีการเติบโตดีอยู่ในอัตรา 35% ซึ่งถือว่าดีกว่าช่วงเดียวกันในปี 2552 ที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาการเมืองเกิดขึ้น แต่เป็นเพียงช่วงสั้นและกระทบเฉพาะตลาดกำลังซื้อในใจกลางเมืองเท่านั้น โดยปัจจุบันความเชื่อมั่นผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มฟื้นคืนกลับมา โดยเฉพาะในศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางเมืองบางแห่งที่ทยอยเปิดให้บริการแล้ว
ขณะที่สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมในตลาดปีนี้ เป็นไปตามแนวโน้มเดียวกับเจ้าของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารายอื่นๆ คือ กลุ่มโทรทัศน์เทคโนโลยีแอลซีดี และแอลอีดี และล่าสุดโทรทัศน์ในระบบ 3 มิติ ซึ่งบริษัทตั้งเป้ายอดขายเทคโนโลยีดังกล่าว 1,000 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของยอดขายรวมสินค้ากลุ่มโทรทัศน์ของแอลจีปีนี้จำนวน 3 แสนยูนิต
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่น่าเป็นห่วงใน 5 เดือนสุดท้ายนี้ ยังคงเป็นเรื่องการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งทุกฝ่ายควรร่วมมือหาทางออกร่วมกัน ซึ่งในส่วนของบริษัทนั้น คาดว่าหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก จะยังสามารถประคองการเติบโตรายได้ปีนี้ที่ 3540% หรือมีรายได้รวมกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท







