
โอกาสลงทุนในเวียดนาม
โดย...ฐาปณัฐ สุภาโชค Fund Management บลจ.บัวหลวง
โดย...ฐาปณัฐ สุภาโชค Fund Management บลจ.บัวหลวง
เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) เปิดตัวเป็นทางการตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาขนาดจีดีพีของประเทศสมาชิกทั้ง 10 เมื่อรวมกันแล้วใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก (ข้อมูลปี 2558) ย่อมทำให้ภูมิภาคนี้เป็นหนึ่งในตลาดลงทุนที่ต้องจับตา แต่หากจะเจาะจงไปยังบางประเทศที่เห็นอนาคตทางธุรกิจอันสดใสก็คงต้องมองไปยังเวียดนาม
เวียดนามกลายเป็นประเทศที่น่าลงทุนในอันดับต้นๆ ของอาเซียน ด้วยแรงหนุนของการย้ายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากค่าแรงในประเทศยังต่ำ ในขณะที่ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคภายในกำลังยกระดับขึ้น แม้ขนาดเศรษฐกิจจะเป็นลำดับที่ 6 ของกลุ่มอาเซียน ด้วยจีดีพี 1.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับมีประชากรมากจนเฉียด 91 ล้านคน เป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาค เป็นรองเพียงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (ข้อมูลปี 2558)
จากประเทศที่อดีตเคยเป็นสนามรบที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก มาวันนี้กลับกลายเป็นประเทศที่พร้อมจะก้าวกระโดดมายืนอยู่หัวแถวได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จีดีพีเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 5% มาโดยตลอด และในปีล่าสุดอยู่ที่ 6.7% นอกจากนี้รายได้เฉลี่ยต่อประชากร (GDP per capita) ยังปรับขึ้นตลอดล่าสุดตกราว 2,100 เหรียญสหรัฐ (ข้อมูลปี 2558)
การเติบโตดังกล่าวได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน หลังเข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2552 ทำให้ FDI จาก 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558 และในฐานะฐานการผลิตสินค้าไฮเทค ล่าสุด Apple Inc. เตรียมเข้าไปจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับเอเชียเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังเปิดบริษัทลูกไปเมื่อปลายปีก่อน ขณะที่ Samsung เตรียมเปิดศูนย์ R&D ในฮานอย ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติยังไหลสู่เวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น รวมทั้งได้บรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP) ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับพลังทางเศรษฐกิจของเวียดนามนั้นยังมาจากโครงสร้างประชากร นั่นคือมีสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (15-64 ปี) ประมาณ 70% โดยมีอายุเฉลี่ยประชากรแค่ 29.6 ปี ซึ่งถือเป็นประเทศที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว พร้อมจะขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เติบโตต่อไปอีกไกล เพราะโครงสร้างประชากรเช่นนี้จะยังดำเนินต่อไปอย่างน้อย 1-2 ทศวรรษ เพียงเท่านี้ก็พอมองออกแล้วว่า เวียดนามนั้นมีเสน่ห์ไม่น้อยหน้ากว่าชาติไหนๆ เลย
หากมุ่งเจาะเฉพาะด้านแล้ว ธุรกิจค้าปลีกเป็นภาคหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยศักยภาพที่พร้อมเติบโตอย่างรวดเร็ว ตลาดค้าปลีกในเวียดนามมีขนาดใหญ่ด้วยกำลังการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ตามปัจจัยของประชากร รวมทั้งกำลังซื้อที่ยกระดับขึ้นตามรายได้ พฤติกรรมที่เฟ้นเลือกสินค้าคุณภาพ และยังคำนึงถึงความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น รับประทานอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น เริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น วัยรุ่นเวียดนามเริ่มจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อสนองรสนิยมมากขึ้น
Deloitte รายงานความเติบโตของภาคค้าปลีกว่า จากยอดขายในปี 2552 เพียง 43 ล้านเหรียญสหรัฐ มาสู่ 66.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 ขยายตัวถึงกว่า 60% และยังประเมินว่าจะเติบโตต่อไปอีกราว 60% หรือที่ 109 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2560 และแม้เวียดนามจะเปิดให้ต่างชาติลงทุนในธุรกิจได้เต็ม 100% มาตั้งแต่ปี 2552 แล้ว แต่ปัจจุบันสัดส่วนร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังครองตลาดกว่า 90% เนื่องด้วย
ร้านค้าปลีกของต่างชาติ 100% “สาขาแรก” เปิดบริการได้ไม่ยากนัก แต่หากจะเปิดหรือขยายสาขาเพิ่มต้องทำเรื่องขออนุญาตอาจใช้เวลานานและยุ่งยาก ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างชาติจึงขยายกิจการด้วยการขายแฟรนไชส์ให้ท้องถิ่นหรือเปิดบริษัทร่วมทุนกับกิจการของคนเวียดนาม
ในเวลานี้ ผู้ประกอบธุรกิจร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ญี่ปุ่นหลายเจ้ากำลังพิจารณาว่า ถึงเวลาแล้วที่จะขยายธุรกิจในเวียดนามอย่างจริงจัง ทั้ง FamilyMart และ Ministop ที่ดำเนินกิจการร้านสะดวกซื้อกว่า 130 แห่งทั่วเวียดนาม ได้เตรียมแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 50% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ยักษ์ใหญ่ 7-Eleven ก็วางแผนเปิดสาขาแรกของเวียดนามในปีหน้า (2560) รวมทั้ง Lawson กำลังสำรวจตลาดท้องถิ่นเพื่อหาโอกาสทางการค้า ไม่เว้นแม้แต่ผู้ประกอบการไทยพร้อมเริ่มดำเนินการ เช่น B’sMart ของ BJC ที่วางแผนจะเปิดสาขาให้ได้ 205 แห่ง ภายในปี 2561
ด้วยพัฒนาการทางสังคมของความเป็นเมืองที่กำลังขยายตัวราว 33% จะช่วยขยายขอบเขตของตลาดค้าปลีกให้กว้างไปเรื่อยๆ ขณะที่โครงสร้างคมนาคมขั้นพื้นฐานที่กำลังเร่งรัดย่อมส่งผลต่อการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการ ทั้งหมดปูทางไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว รวมทั้งการเข้าสู่ยุคเปิดกว้างทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นของประเทศในอีกไม่นาน ภาคธุรกิจค้าปลีกจะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามได้อย่างเต็มตัว







