
KTAMปิดกองทุน‘อีทีเอฟฮ่องกง’
บลจ.กรุงไทย ปิดกองทุนอีทีเอฟ ฮ่องกง เหตุสภาพคล่องน้อย ขนาดกองหด ผลตอบแทนไม่คุ้ม
บลจ.กรุงไทย ปิดกองทุนอีทีเอฟ ฮ่องกง เหตุสภาพคล่องน้อย ขนาดกองหด ผลตอบแทนไม่คุ้ม
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า บริษัทได้เลิกและปิดกองทุนเปิดเคแทม ฮ่องกง อีทีเอฟ แทร็กเกอร์ (HK) เนื่องจากเป็นไปตามข้อกำหนดของหนังสือชี้ชวนที่ระบุว่า จะเลิกกองทุนหากมีมูลค่าหน่วยลงทุนที่ขายได้แล้วทั้งหมดโดยคำนวณตามมูลค่าที่ตราไว้ของหน่วยลงทุนลดลงเหลือน้อยกว่า 50 ล้านบาท ในวันทำการใด
“บริษัทพิจารณาเห็นว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนอาจจะไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการ บริหารจัดการกองทุน ประกอบกับสภาพคล่องในการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวในตลาดรองมีน้อย” นางชวินดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทจึงมีความประสงค์จะเลิกกองทุนในวันที่ 3 มิ.ย. 2559 และจะดำเนินการชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยตามสัดส่วนลงทุนที่ถืออยู่ โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน เพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีสิทธิในการรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนจากการเลิกกองทุนเป็นวันที่ 8 มิ.ย. 2559
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทจึงขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งห้ามการซื้อขายกองทุน HK ระหว่างวันที่ 3-8 มิ.ย. 2559 และจะเพิกถอนหน่วยลงทุน HK จากตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 9 มิ.ย. 2559 โดยจะคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุนเพื่อใช้สำหรับชำระค่าหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยใน
วันที่ 9 มิ.ย. 2559 และชำระค่าขายคืนหน่วยลงทุนตามสัดส่วนที่รวบรวมได้ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน และภายในวันที่ 17 มิ.ย. 2559 ชำระค่าขายคืนหน่วยลงทุนตามสัดส่วนที่รวบรวมได้ให้แก่ผู้ถือหน่วยที่มีชื่อปรากฏ ณ วันเลิกกองทุนและจะซื้อขายวันสุดท้ายในวันที่ 2 มิ.ย. 2559
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2559 บลจ.เมย์แบงก์ ได้ปิดกองทุนอีทีเอฟลงทุนในต่างประเทศที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 4 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเมย์แบงก์ อีเมอร์จิ้ง อีทีเอฟ (MEM) กองทุนเปิดเมย์แบงก์ ยูโรอีทีเอฟ (MEU) กองทุนเปิดเมย์แบงก์เจแปน อีทีเอฟ (MJP) และกองทุนเปิดเมย์แบงก์ ยูเอส อีทีเอฟ (MUS) เนื่องจากไม่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนไทย ทำให้กองทุนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) เหลือประมาณ 30-50 ล้านบาท







