posttoday
ซีเอฟโอ ปูนซิเมนต์ไทย ยึดหลักซื่อสัตย์ในการทำงาน

ซีเอฟโอ ปูนซิเมนต์ไทย ยึดหลักซื่อสัตย์ในการทำงาน

01 มิถุนายน 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย/ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย/ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มีเป้าหมายในการลงทุนขนาดใหญ่ในแต่ละปี ดังนั้นการบริหารการเงินภายในจึงมีความสำคัญไม่แพ้สายงานอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมี “เชาวลิต เอกบุตร” อายุ 58 ปี นั่งเก้าอี้ “ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การเงินและการลงทุน” หรือซีเอฟโอแห่งค่ายปูนซิเมนต์ไทย

เขาเล่าประวัติการศึกษาว่า จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (เครื่องกล) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) จากนั้นได้เริ่มชีวิตการทำงานที่ SCC เป็นที่แรกในปี 2525 มาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่เริ่มการทำงาน ตอนนั้นมี “จรัส ชูโต” เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามด้วย พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ชุมพล ณ ลำเลียง และปัจจุบันมี รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

ด้วยพื้นฐานที่เป็นวิศวกรด้านอุตสาหกรรม จึงจับงานเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมา มีโอกาสได้เข้าไปทำงานกับโครงการที่บริษัทร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศ รวมถึงนโยบายภายในองค์กรที่ต้องการโยกย้ายพนักงานให้ทำงานหลากหลายตำแหน่ง ทำให้มีโอกาสได้ทำงานหลายฝ่าย โดยพนักงานจะทำงานในแต่ละตำแหน่งเฉลี่ยประมาณ 3-4 ปี ซึ่งมีข้อดีจำนวนมาก คือ สามารถนำประสบการณ์จากการทำงานที่หนึ่งไปใช้ต่อกับอีกที่หนึ่งได้ เพราะบริษัทประกอบธุรกิจหลายประเภท และมีฐานธุรกิจอยู่ในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ หากทำงานที่เดียวไปตลอดจะขาดโอกาสการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการกระตุ้นการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์ทำงานในเรื่องใหม่ๆ ด้วย ทั้งในตัวงานรวมถึงเพื่อนร่วมงาน ถือเป็นการสร้างเครือข่ายการทำงานที่มีโอกาสจะนำมาใช้ต่อหรือกลับมาทำงานร่วมกันในอนาคต แต่มีข้อเสียบ้างเพราะอาจเสียการเรียนรู้ประสบการณ์ในงานนั้น ดังนั้นบริษัทก็มีการผสมผสานในทั้งสองรูปแบบ

ผมเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานพัฒนาธุรกิจและโครงสร้าง รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ในกลุ่มบริษัท อาทิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยซีอาร์ที กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เยื่อกระดาษสยาม นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“เชาวลิต” กล่าวถึงปรัชญาที่ยึดถือใช้ในการทำงานมีหลายเรื่อง แต่เรื่องสำคัญมากคือความซื่อสัตย์ คือการซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และผู้ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตรงนี้จะทำให้การทำงานมีความสบายใจ

ส่วนวิธีการพัฒนาตัวเองหรือการหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองนั้น คือการอ่านหนังสือหาความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำหรือการบริหารที่รับผิดชอบ รวมถึงในเรื่องที่สนใจ อีกส่วนหนึ่งจะมีโปรแกรมพัฒนาบุคลากร ที่บริษัทให้การสนับสนุน แต่เมื่อทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น โปรแกรมพัฒนาบุคลากรจะเข้ามามีส่วนสนับสนุนมากขึ้น หากบริษัทเห็นว่าพนักงานคนไหนมีโอกาสขึ้นเป็นผู้จัดการ บริษัทจะจัดอบรมคอร์สพัฒนาแมเนเจอร์หรือในระดับเอ็กเซ็กคิวทีฟก็จะมีคอร์สเฉพาะที่เน้นพัฒนาพนักงานไปในตำแหน่งนั้น เช่น ในตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้นำบริษัทจะส่งไปเรียนคอร์ส Advanced Management Program (AMP) ที่ Harvard University สหรัฐอเมริกา ประมาณ 8 คน/ปี ซึ่งผมก็ผ่านการเรียนคอร์สนี้มาแล้ว

&O5532;เชาวลิต อธิบายถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มคนเก่งๆ ของประเทศมารวมตัวกันทำงานตั้งแต่ตัวเองเป็นระดับจูเนียร์จนกลายเป็นซีเนียร์ในปัจจุบัน ว่า องค์กรที่มีคนเก่งร่วมกันทำงานจำนวนมากในมุมบวกถือเป็นเรื่องดี แต่อีกด้านหนึ่งหากไม่ระมัดระวังคนเก่งมักไม่ค่อยฟังใครเพราะ
คิดว่าตัวเองเก่ง ดังนั้นภายในองค์กรจะให้ความสำคัญมาก จึงจะให้เวลามากกับการปรับให้คนเก่งๆ สามารถทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกันได้หรือเน้นการทำงานร่วมกันแบบมีการเสียสละ เพราะเมื่อคนเก่งร่วมมือกันทำงานได้แล้วก็จะยิ่งเสริมความเก่งให้มากยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท