
Reversed Mortgage ทางเลือกของผู้สูงอายุ
โดย พีระพัฒน์ เหรียญประยูร สำนักกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
โดย พีระพัฒน์ เหรียญประยูร สำนักกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ซึ่งกำหนดว่า การก้าวเข้าสู่ Aging Society หมายถึงสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี เกินกว่าร้อยละ 7 ของประชากร
ทั้งประเทศจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2554 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นจำนวน 8,266,304 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 12.2 และคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐจึงมีความพยายามที่จะสร้างความพร้อมเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยในวันที่ 13 ม.ค. 2558 คณะรัฐมนตรีได้มีการวางนโยบายในเรื่องดังกล่าวไว้ 3 ส่วน อันได้แก่ นโยบายที่สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี
นโยบายการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ และนโยบายการส่งเสริมประกันรายได้ที่มั่งคงและยั่งยืน พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว สำหรับนโยบายการส่งเสริมประกัน
รายได้ของผู้สูงอายุนั้น ที่ผ่านมารัฐได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนากฎหมายที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ในการดำรงชีวิต อาทิ การตราพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554
เพื่อสร้างระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
เมื่อเราหันไปพิจารณาประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีประชากรอายุเกิน 60 ปี เป็นจำนวนร้อยละ 20 ขึ้นไปของประชากรโดยรวมทั้งประเทศแล้วจะพบว่า นอกจากการดำเนินนโยบายภาครัฐเพื่อส่งเสริมการมีรายได้ของผู้สูงอายุแล้ว ภาคการเงินยังได้สร้างเครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุประกอบกันด้วย หนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินดังกล่าว ได้แก่ Reverse Mortgage ซึ่งมีลักษณะเป็นสินเชื่อประเภทหนึ่ง
Reverse Mortgage นั้น เมื่อแปลตรงตัวจะหมายถึงสินเชื่อที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย นั่นหมายความว่า โดยทั่วไปผู้กู้จะขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อนำไปซื้อบ้าน โดยจะต้องผ่อนจ่ายค่าบ้านเป็นรายเดือน ส่วนสถาบันการเงินก็จะได้บ้านดังกล่าวเป็นหลักประกัน ในขณะที่ Reverse Mortgage ผู้กู้จะนำบ้านที่ตัวเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปวางเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินจะจ่ายเงินให้กับผู้กู้โดยจะเลือกได้รับเป็นก้อน (Lump sum) หรือเป็นรายเดือน หรือเป็น Line of Credit ก็สุดแท้แต่ โดยสินเชื่อที่จะครบกำหนดเมื่อผู้กู้เสียชีวิต เพื่อให้ผู้กู้ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในบั้นปลายของชีวิต
ดังนั้น หนึ่งในเงื่อนไขของผู้ขอสินเชื่อ Reverse Mortgage จึงไม่ใช่การพิจารณาความสามารถในการชำระคืนหนี้ แต่เป็นการกำหนดอายุของผู้ขอสินเชื่อ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ขอสินเชื่อ Reverse Mortgage ได้ต้องมีอายุตั้งแต่ 62 ปีขึ้นไป และ 55 ปีขึ้นไปสำหรับประเทศแคนาดา เป็นต้น วงเงินที่จะได้จากสินเชื่อ Reverse Mortgage จึงขึ้นอยู่กับมูลค่าของบ้าน และเมื่อผู้กู้เสียชีวิตลงแล้ว สถาบันการเงินก็จะนำบ้านของผู้กู้ออกขาย หากมูลค่าบ้านที่ขายได้สูงกว่าวงเงินสินเชื่อ Reverse Mortgage เงินส่วนต่างที่เหลือก็จะตกเป็นมรดกแก่ทายาทของผู้กู้ต่อไป
ทั้งนี้ Reverse Mortgage อาจจะผูกกับการทำประกันแบบบำนาญเพื่อให้มีการจ่ายบำนาญเป็นรายงวดก็สามารถทำได้เช่นกัน รูปแบบของการทำ Reverse Mortgage จึงมีความหลากหลายที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้กู้แต่ละรายได้
จากคุณลักษณะดังกล่าว Reverse Mortgage จึงมีประโยชน์ในฐานะนวัตกรรมทางการเงินที่จะช่วยรองรับการปรับเปลี่ยนของประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยอาจเสนอให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐดำเนินโครงการนำร่องในการให้บริการสินเชื่อ Reverse Mortgage ให้กับประชาชนผู้สูงอายุ ส่งเสริมให้ภาคสถาบันการเงินทั้งในภาคธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้สินเชื่อ ตลอดจนภาคธุรกิจประกันภัย ให้สนใจในการให้บริการในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดการแข่งขันเพื่อนำมาซึ่งประโยชน์ต่อประชาชนผู้สูงอายุโดยรวม







