คปภ.สั่งประกันทำงบใหม่ แนะอย่าตกใจขาดทุน
คปภ.ออกคำสั่งบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย ทำงบการเงินตามมาตรฐานใหม่ แนะประชาชนอย่าตกใจขาดเห็นงบขาดทุน ปีหน้าดอกเบี้ยดีตีกลับเป็นกำไร
คปภ.ออกคำสั่งบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย ทำงบการเงินตามมาตรฐานใหม่ แนะประชาชนอย่าตกใจขาดเห็นงบขาดทุน ปีหน้าดอกเบี้ยดีตีกลับเป็นกำไร
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียน ให้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย ทำการรายงานงบการเงินใหม่ ให้เป็นไปตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 4 หรือ IFRS 4 ที่มีการแยกประเภทสินทรัพย์ และ หลักทรัพย์ ที่มีการลงทุนละเอียดมากขึ้น ทั้งการลงทุนทางอนุพันธ์ทางการเงินแฝง การลงทุนในเงินฝากประเภทต่างๆ วิธีการรับรู้และการวัดมูลค่าเงินลงทุน สัญญาประกันภัยที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน เพื่อวัดความเพียงพอของเงินกองทุนกับภาระผูกพันจากสัญญาประกันภัย โดยให้เริ่มรายงานงบการเงินตามมาตรฐานใหม่ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 เป็นต้นไป
แหล่งข่าวจาก คปภ.กล่าวว่า การออกประกาศฉบับดังกล่าวเพื่อให้มีผลบังคับทางกฎหมาย รองรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 4 ซึ่งเริ่มใช้ 1 ม.ค.2559 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำรายงานทางบัญชีใหม่ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นทิศทางขาลง จะทำให้บริษัทประกันชีวิตที่มีการขายประกันสะสมทรัพย์ระยะสั้นสูงๆ อาจประสบการขาดทุนทางบัญชี เพราะต้องตั้งสำรองเบี้ยประกันภัยสูง
ทั้งนี้ จากการดูงบการเงินปี 2558 ของบริษัทประกันชีวิต พบว่าบริษัทที่สัดส่วนเบี้ยประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ไม่สูงมาก แม้จะใช้มาตรฐานบัญชีใหม่แล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบต่องบการเงิน เช่น บริษัทเอไอเอ ประเทศไทย ไตรมาสแรกของปี 2559 มีกำไรสุทธิ 3,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.94% โดยสิ้นปี 2558 มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัย ตลอดชีพ 17.53% ของเบี้ยรับรวม เบี้ยสะสมทรัพย์มี 42.75% เบี้ยเฉพาะกาลมีสัดส่วน 0.16% เบี้ยอื่นๆ มีสัดส่วน 28.11% เบี้ยประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล มีสัดส่วน 3.70% และ เบี้ยประกันกลุ่มมีสัดส่วน 7.75%
บริษัทกรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต ปี 2558 มีสัดส่วนเบี้ยตลอดชีพ 27% ของเบี้ยรับรวม เบี้ยสะสมทรัพย์มีสัดส่วน 53% เบี้ยประเภทอื่นๆ 10% เบี้ยประกันกลุ่ม 9% การที่มีสัดส่วนเบี้ยสะสมทรัพย์ไม่สูงมากทำให้ไตรมาส 1 ปี 2559 ยังคงมีกำไรสุทธิ 948 ล้านบาท ซึ่งลดลงแต่ยังไม่ขาดทุน เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาท
ตรงข้ามกับบริษัทที่มีสัดส่วนเบี้ยสะสมทรัพย์สูงๆ จะขาดทุนทางบัญชี เช่น บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต ซึ่งปี 2558 มีสัดส่วนเบี้ยตลอดชีพ 7% ของเบี้ยรับรวม มีสัดส่วนเบี้ยสะสมทรัพย์ 79% เบี้ยประเภทอื่นๆ 3% เบี้ยประกันอุตสาหรรม 1% เบี้ยประกันกลุ่ม 12% พบว่าไตรมาสแรกของปี 2559 ขาดทุนสุทธิ ขาดทุนสุทธิ 1,440 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น
รวมถึง บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต ที่มีสัดส่วนเบี้ยสะสมทรัพย์ในปี 2558 สูง 79.02% ของเบี้ยรับรวม เบี้ยตลอดชีพสัดส่วน 9.34% เบี้ยประกันประเภทอื่นๆ 4.47% เบี้ยประกันกลุ่ม 6.91% มีผลขาดทุนในไตรมาส 1 ปี 2559 สูงถึง 6,888.41 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 766.54 ล้านบาท
แหล่งข่าว กล่าวว่า ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในปีนี้ เป็นผลมาจากการทำมาตรฐานบัญชีใหม่ และ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวลดลง ถ้าปี 2560 อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้เงินที่ตั้งสำรองไว้เปลี่ยนกลับมาเป็นกำไร แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงอีกในปี 2560 ทำให้ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก
ทั้งนี้ บริษัทบริษัทชีวิต เริ่มมีการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ขาย โดยหันไปขายแบบประกันระยะยาวมากขึ้น และประกันชีวิตควบการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างเบี้ยประกันภัยให้เกิดความสมดุล







