posttoday
ไอแบงก์ลั่นระฆังยก 2  ลุยแก้หนี้เสีย 4.8 หมื่นล.

ไอแบงก์ลั่นระฆังยก 2 ลุยแก้หนี้เสีย 4.8 หมื่นล.

30 พฤษภาคม 2559

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2559 มีมติให้ ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ เป็นประธานกรรมการต่อเป็นวาระที่ 2 โดยชัยวัฒน์เป็นประธานครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. 2557 ขณะที่ไอแบงก์อยู่ในอาการโคม่า เพราะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 32.9% ของสินเชื่อรวม 1.1 แสนล้านบาท เงินฝาก 1.06 แสนล้านบาท เงินกองทุนติดลบ 1.11% และหลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว ไอแบงก์มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นอีก 7,000 ล้านบาท เกิดจากลูกหนี้รายใหญ่ไม่กี่รายที่มีมูลหนี้สูง 1,000-3,000 ล้านบาทตกชั้น ซ้ำเติมให้ผลขาดทุนสะสมสูงถึง 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท

ด้าน ชัยวัฒน์ เสนอแผนแก้ปัญหา และตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลลง 2 หมื่นล้านบาท ให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ขณะที่ซูเปอร์บอร์ดให้นโยบายเพิ่มเติมด้วยว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายลงปีละ 15-20% เพิ่มพอร์ตลูกค้ามุสลิมโตปีละ 10-20% จากเดิมที่ปล่อยสินเชื่อ 1.23 แสนราย แต่มีชาวมุสลิมเพียง 8% ที่สำคัญ คือ ต้องเร่งหาพันธมิตรร่วมทุนโดยเร็ว เป้าหมายเน้นกองทุนอิสลาม หรือธนาคารอิสลามของประเทศอื่นๆ

แต่ระหว่างทางของแผนฟื้นฟู ไอแบงก์มีการปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ หันมาเน้นรายย่อยมากขึ้น ชะลอการปล่อยสินเชื่อรายกลางและใหญ่ และยังมีลูกหนี้เก่าขอรีไฟแนนซ์ออกไปใช้แบงก์อื่น ทำให้สินเชื่อหดตัว ประกอบกับหนี้เสียทะยานไปแตะ 5.7 หมื่นล้านบาท หรือ 50% ของยอดสินเชื่อรวม ทำให้กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ไม่กล้าตอบรับเรื่องใส่เงินเพิ่มทุนก้อนใหม่ ถ้าไอแบงก์ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอให้ได้ก่อน

ส่งผลให้การเดินหน้าหาพันธมิตรของไอแบงก์ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผลขาดทุนที่สูง ทำให้นักลงทุนนอกจากจะต้องใส่เงินซื้อหุ้นแล้ว ยังต้องหาเงินมาเพิ่มทุนแก้ปัญหาเงินกองทุนติดลบอีก ขณะที่หนี้เสียส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยกู้ให้คนทั่วไป แทนที่จะเป็นชาวมุสลิม ทำให้กองทุนอิสลาม หรือธนาคารอิสลามที่เข้ามาดูพอร์ต ขอพักการเจรจาไว้ก่อน มีเพียง 1 รายที่ยื่นข้อเสนอที่ไม่สามารถตกลงร่วมกันได้

ทางออกของไอแบงก์จึงเหลือการแยกหนี้ดีและหนี้เสียออกจากกัน เพื่อแต่งตัวใหม่ก่อนจะเชิญนักลงทุนมาซื้อหุ้น โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติเห็นชอบในหลักการให้ธนาคารโอนหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แล้ว แต่ก็ยังต้องคุยในรายละเอียดกับกระทรวงการคลังก่อน

สำหรับผลดำเนินงานล่าสุด ณ สิ้นปี 2558 เทียบกับปีก่อนหน้า ไอแบงก์ขาดทุนสุทธิ 4,595 ล้านบาท ลดลง 52% ส่วนใหญ่เกิดจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีสินทรัพย์รวม 9.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.81 หมื่นล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 9.83 หมื่นล้านบาท ลดลงกว่า 1.14 หมื่นล้านบาท โดยลูกหนี้กลุ่มมุสลิมเพิ่มเป็น 40% และลูกค้าทั่วไปลดลงอยู่ที่ 60%

ด้านเงินฝากมี 1.01 แสนล้านบาท ลดลงกว่า 1.31 หมื่นล้านบาท มีฐานลูกค้า 7.62 แสนราย เป็นลูกค้ามุสลิม 57% ส่วนเงินกองทุนติดลบ 1.34 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,574 ล้านบาท หรือบีไอเอส ติดลบ 21.34% ขณะที่มีเอ็นพีแอล 4.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 49% ของสินเชื่อรวม

แม้ภาพรวมไอแบงก์จะสามารถลดขาดทุนสะสมได้ และเพิ่มลูกค้ามุสลิมได้ แต่เรื่องหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่า การแยกหนี้ดีและเสียจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะสถานะทางการเงินของไอแบงก์ในมุมของสถาบันการเงินขณะนี้ถือว่าเข้าข่ายต้องปิดกิจการ แต่เพราะมีซูเปอร์บอร์ด จึงทำให้ ธปท.ยังไม่สามารถเข้าไปกำกับได้อย่างเต็มที่นัก

สำหรับแผนฟื้นฟูระยะที่ 2 ที่ไอแบงก์รายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับทราบคือ จะดำเนินการใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 2.ลดผลตอบแทนเงินฝาก 3.การเพิ่มความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก 4.การเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม 5.การดำเนินโครงการสำคัญอื่นๆ และ 6.การปรับปรุงระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล

แผนดังกล่าวจะเพียงพอรับมือกับปัญหาฐานะทางการเงินที่มีหนี้เสียสูงเฉียด 5 หมื่นล้านบาท และเงินกองทุนที่ติดลบถึง 21.34% ได้หรือไม่ ต้องรอดูผลงานระยะที่ 2 กันต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า