
อุตฯตั้งกรรมการศึกษารื้อโครงสร้างระบบอ้อย-น้ำตาล
กระทรวงอุตฯ ตั้งกรรมการศึกษาการปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ ด้านส.อ.น.แนะต้องดูความเข้มแข็งของชาวไร่อ้อย และประสิทธิภาพการผลิตด้วย หวั่นเสียเปรียบหากราคาน้ำตาลตลาดโลกตกต่ำ
กระทรวงอุตฯ ตั้งกรรมการศึกษาการปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ ด้านส.อ.น.แนะต้องดูความเข้มแข็งของชาวไร่อ้อย และประสิทธิภาพการผลิตด้วย หวั่นเสียเปรียบหากราคาน้ำตาลตลาดโลกตกต่ำ
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตาสาหกรรม เปิดเผยภายในงานมอบรางวัลชาวไร่อ้อยและโรงงานดีเด่นประจำปี 2553 ว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษารายละเอียดการปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาล ตามที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรมได้มอบหมายมาแล้ว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ศึกษาโครงการสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทั้งหมด ทั้งเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ขณะที่การกระจายน้ำตาลจำนวน 2.79 แสนกระสอบ ที่ซื้อคืนมา ตอนนี้ได้ให้ผู้ค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) ทั้ง 16 ราย ที่เป็นรายใหญ่ เสนอแผนกระจายน้ำตาลมายังคณะกรรมการขายน้ำตาล ที่มีตนเป็นประธาน ภายในวันนี้ ว่าแต่ละรายจะรับน้ำตาลไปจำนวนเท่าไหร่ กระจายไปยังพื้นที่ไหนมาบ้าง ซึ่งคณะกรรมการฯ จะพิจารณาดูว่าหากยี่ปั๊วทั้ง 16 ราย สามารถกระจายได้ครอบคลุมแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมียี่ปั๊วรายอื่นเข้ามาเพิ่มเติม แต่ถ้ายังไม่พอก็จะให้รายอื่นเสนอแผนเข้ามา แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 30 ราย
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (ส.อ.น.) กล่าวว่า การปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทราย หรือการปรับมาใช้ราคาน้ำตาลระบบกึ่งลอยตัว คงจะต้องพิจารณาความเข้มแข็งของชาวไร่ในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพผลิต ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัวนาน โดยขณะนี้ไทยมีผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ระดับ 10-11 ตันต่อไร่ ขณะที่บราซิล ออสเตรเลียอยู่ที่ 15 ตัวต่อไร่ ความได้เปรียบเสียเปรียบจึงยังมีอยู่มาก ไทยจึงต้องพัฒนาให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ลดลง และมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นก่อน ถึงจะสามารถแข่งขันได้ในช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่ำ
ส่วนในปีนี้ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี 2552/2553 คาดว่าจะเฉลี่ยสูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้น และจะไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยอย่างแน่นอน ขณะที่ราคาอ้อยขั้นต้นในฤดูกาลผลิต 2553/2554 ตอนนี้ยังไม่มีการประเมินปริมาณผลผลิต แต่ราคาคงไม่น่าจะตกลงมาก เพราะทำราคาขายน้ำตาลโควตา ข (โควตาเพื่อการส่งออก) ล่วงหน้าไปแล้วที่ระดับเฉลี่ย 19 เซนต์ต่อปอนด์
ขณะที่การกระจายน้ำตาลในส่วนที่ซื้อคืนมานั้นต้องทำให้เกิดความชัดเจน จึงต้องมีการตรวจสอบว่าน้ำตาลทุกกระสอบที่ซื้อคืนมาอยู่ไหน เช่น ท่าเรือ หรือโรงงาน อยู่ในความครอบครองของใคร แต่ละแห่งมีจำนวนเท่าไหร่ เป็นน้ำตาลคุณภาพตรงกับที่ตกลงซื้อไว้หรือไม่ และต้องพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที ซึ่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) มีสิทธิที่จะรับมอบได้ภายในเดือนส.ค.นี้ จึงต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนก่อนที่จะจ่ายเงิน
สำหรับแนวทางการกระจายน้ำตาลขณะนี้ได้คัดสรรไว้ 30 ราย เพื่อที่จะได้เข้ามาช่วยกระจายน้ำตาลให้ถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึงที่สุด โดยคาดว่าจะกระจายได้ภายในเดือนส.ค.นี้ และน่าจะทำให้ปัญหาการตึงตัวลดลง ซึ่งปริมาณน้ำตาลทรายที่เหลือจากการขึ้นงวดเพื่อรอขาย (ค้างกระดาน) ณ วันที่ 6 ส.ค. 2553 มีจำนวน 1.44 ล้านกระสอบ แบ่งเป็นของกระทรวงพาณิชย์ 5.14 แสนกระสอบ และกระทรวงอุตสาหกรรม 9.30 แสนกระสอบ







