
โนเกียมั่นใจโอกาสเพิ่ม หลังรวมกิจการอัลคาเทลฯ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โนเกียในยุคใหม่ที่หวังรุกตลาดผลิตภัณฑ์ออพติคัลไฟเบอร์หลังเข้าซื้อกิจการอัลคาเทลลูเซนส์ มองเห็นโอกาสการเติบโตด้านการใช้งานเครือข่ายทั้ง 3จี และ 4จี ในไทย จากการเชื่อมต่อเครือข่ายและเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียที่ยังคงสูงมากกว่าจำนวนประชากรภายในประเทศ
เซบาสเตียน โลฮอง ผู้อำนวยการโนเกียประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า การเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งแบบภายในและนอกประเทศของปี 2557-2558 เพิ่มขึ้น 73% ชี้ให้เห็นว่าการใช้งานเครือข่ายของคนไทยมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว
“โนเกียเห็นด้วยกับนโยบายภาครัฐที่จะลงทุนขยายความจุในการเชื่อมต่อของอินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ เพื่อตอบรับนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออี-คอมเมิร์ซ เพื่อขยายความสามารถของความจุให้ได้อีก 5 เท่าจากที่มีการใช้งานเพียง 2.5 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงต้องเร่งลงทุนอย่างรวดเร็ว”
ทั้งนี้ โนเกีย ประเทศไทย ยังคงทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายต่างๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยี 4จี และ 5จี ที่เชื่อว่าจะมีการนำมาปรับใช้งานในอนาคต
“การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานฟิกส์เน็ตเวิร์กหรืออุปกรณ์ที่เน้นการใช้สายอย่างไฟเบอร์ออปติก รวมทั้งโมบายหรือไวร์เลสเน็ตเวิร์กที่พัฒนามาตั้งแต่ยุค 3จี ต่อเนื่องไปจนถึง 5จี สำหรับอนาคตจะช่วยให้ภาพรวมของการเชื่อมต่อมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากคนสู่อุปกรณ์และระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันเอง” เซบาสเตียน กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงข่ายในการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาดรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมการเข้าถึงเครือข่ายจะกระตุ้นให้เกิดบริการใหม่ๆ เช่น อีเซอร์วิส อีโลจิสติกส์ พับลิคเซฟตี้ สมาร์ทซิตี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการเชื่อมต่อในอนาคต
ดราเซน ลูขิค รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเครือข่ายออปติคอล ศูนย์ธุรกิจเครือข่ายไอพี/ออปติคอลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โนเกีย กล่าวว่า ลูกค้าทั่วโลกของโนเกียต้องการเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงบริการได้ตามที่ต้องการ ซึ่งในระดับเอเชียแปซิฟิกโนเกียยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง
“เทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกที่เรียกว่า WDM/OTN มีการเติบโตในแง่รายได้อย่างต่อเนื่อง 30% ตลอด 4 ปี ในตลาดเอเชียแปซิฟิกและยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 25% ในปี 2558 ทำให้โนเกียยังคงมีลูกค้ารายใหม่ไม่น้อยกว่า 40 ราย” ดราเซน กล่าว
ทั้งนี้ เซบาสเตียน กล่าวอีกว่า แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการลดพนักงานในสำนักงานใหญ่แต่ในไทยยังคงเร็วไปที่จะตอบเรื่องนี้ เพราะเรายังอยู่ในช่วงปรับระบบการทำงานร่วมกันระหว่างสองบริษัท อีกทั้งยังมีการทำงานร่วมกับอัลคาเทลลูเซนส์อย่างต่อเนื่อง
“สำนักงานใหญ่ในประเทศไทยยังคงดูแลตลาดเวียดนาม เมียนมา กัมพูชา และลาว ด้วย แม้ว่าจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนกับคู่แข่งในตลาด แต่เรายังเชื่อมั่นความแข็งแรงของบริษัทว่าจะเลือกคนให้เหมาะกับการทำงานในยุคดิจิทัลที่โตอย่างรวดเร็วและยังมีการคัดเลือกพนักงานที่เหมาะสมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” เซบาสเตียน กล่าว
แม้สภาพเศรษฐกิจทั่วไปอาจกระทบด้านการใช้จ่ายโดยรวม แต่ในเรื่องของการลงทุนไอซีทีสำหรับประเทศไทยยังคงลงทุนต่อเนื่อง เพราะการเข้าใช้งานเครือข่ายและโซเชียลมีเดียของคนไทยที่ต้องการความเร็วที่ดีขึ้น ดังนั้นภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่หยุดนิ่งที่จะลงทุนด้านไฟเบอร์ออปติกอย่างต่อเนื่อง







