
ทิสโก้ชูลงทุนไม่ขาดทุน
บลจ.ทิสโก้ เปิดแผนปีนี้เน้นออกกองทุนรับยุคดอกเบี้ยต่ำ ตอบโจทย์ลูกค้าเงินฝาก รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ชูกองทุนสตรักเจอร์ฟันด์ คุ้มครองเงินต้น ลุ้นกำไรอิงหุ้นญี่ปุ่น
บลจ.ทิสโก้ เปิดแผนปีนี้เน้นออกกองทุนรับยุคดอกเบี้ยต่ำ ตอบโจทย์ลูกค้าเงินฝาก รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ชูกองทุนสตรักเจอร์ฟันด์ คุ้มครองเงินต้น ลุ้นกำไรอิงหุ้นญี่ปุ่น
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของบริษัทในปีนี้จะสอดคล้องกับปัจจุบันสภาวะดอกเบี้ยต่ำและสถาบันคุ้มครองเงินฝากยังเตรียมปรับลดการคุ้มครองเงินฝากลง ทำให้มีลูกค้าโยกเงินในบัญชีเงินฝากไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงเน้นออกกองทุนประเภทสตรักเจอร์ฟันด์มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก แต่ไม่ชอบความเสี่ยงสูง
สำหรับรูปแบบของกองทุนสตรักเจอร์ฟันด์ถูกออกแบบเพื่อคุ้มครองเงินต้น เมื่อลงทุนแล้วจะได้คืนเงินต้นที่ลงทุนไปเมื่อสิ้นสุดโครงการ กรณีที่ผู้ออกตราสารไม่ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ลูกค้าจะไม่ขาดทุนจากการลงทุน ขณะเดียวกันก็มีโอกาสรับผลตอบแทนแบบไม่จำกัดจากดัชนีตลาดหุ้นที่อ้างอิงผ่านการลงทุนในออปชั่น ยกเว้นกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถชำระเงินตามสัญญาออปชั่นได้ตามกำหนด
“ปัจจุบันพันธบัตร 1 ปี ผลตอบแทน 1.35% อายุ 2 ปีอยู่ที่ 1.36% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 4 แบงก์ 1.53% ขณะที่หุ้นกู้อายุ 2 ปี ผลตอบแทนประมาณ 2% ยังไม่หักภาษี กองทุนสตรักเจอร์ฟันด์จึงน่าสนใจสำหรับคนฝากเงินหรือลงทุนอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ สามารถใช้จัดพอร์ตลงทุนได้” นายธีรนาถ กล่าว
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเลือกลงทุนตรงในตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ ซึ่งเป็นตลาดที่แนะนำในปีนี้ นอกเหนือจากตลาดหุ้นจีนและยุโรป รวมทั้งกองทุนผสมที่ลงทุนในตราสารหนี้และรีท ส่วนตลาดหุ้นไทยยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ 1,450-1,480 จุด
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวกองทุนเปิด ทิสโก้ เจแปน ลิ้งค์ คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น 1 (TJPLINK1) ซึ่งเป็นกองทุนสตรักเจอร์ฟันด์ที่อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น อายุ 3 ปี โดยเงินลงทุนส่วนแรกสัดส่วนประมาณ 95% ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ และส่วนที่เหลือ 5% จะลงทุนในออปชั่นที่อ้างอิงผลตอบแทนของดัชนี NIKKEI 225 ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยส่วนนี้จะสร้างผลตอบแทนเพิ่มให้นักลงทุน
“ใน 3 ปีหากดัชนีนิกเกอิปรับตัวขึ้น นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนแปรผันตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีแบบไม่จำกัด เฉลี่ย 12 ไตรมาส โดยกองทุนจะเปิดขายครั้งแรก วันที่ 25-31 พ.ค. 2559 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท” นายสาห์รัช กล่าว
อย่างไรก็ตามมองดัชนีนิกเกอิมีโอกาสปรับตัวลงมีน้อย เนื่องจากปัจจุบันดัชนีอยู่ในระดับต่ำแถว 16,000 จุด พี/อี 15 เท่า ซึ่งหากประเมินผลตอบแทนจำลองเฉลี่ยในช่วง 3 ปี ดัชนีที่ 22,494 จุด ผลตอบแทนจะประมาณ 10.5% กรณีแย่สุดดัชนีอยู่ที่ 20,725 จุด ผลตอบแทน 7.4% และกรณีดีสุดดัชนี 23,378 จุด ผลตอบแทน 12.1%
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นญี่ปุ่นมองว่ามีปัจจัยบวกสนับสนุน โดยคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นลบ 0.2% จากปัจจุบันอยู่ที่ลบ 0.1% นอกจากนี้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนต่อเนื่องจนกว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ดัชนีนิกเกอิมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับการส่งออกซึ่งได้รับประโยชน์จากเยนอ่อน







