posttoday
'ดร.นิเวศน์'กำเงินสด40%

'ดร.นิเวศน์'กำเงินสด40%

25 พฤษภาคม 2559

“ดร.นิเวศน์” แนะหุ้นที่พอลงทุนได้ต้องมีกำไรสม่ำเสมอ แบงก์-ค้าปลีก ส่วนโรงพยาบาลรอย่อก่อน mai แพงไป

“ดร.นิเวศน์” แนะหุ้นที่พอลงทุนได้ต้องมีกำไรสม่ำเสมอ แบงก์-ค้าปลีก ส่วนโรงพยาบาลรอย่อก่อน mai แพงไป

นายนิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า หรือวีไอ เปิดเผยว่า หลังงานสัมมนา “วิวัฒน์สู่มิติใหม่ของ Value Investing” ว่าปัจจุบันได้ลดพอร์ตมาถือเงินสดในมือไว้ประมาณ 40% ของพอร์ตจากปกติจะถือเงินสดเพียง 0.5% เท่านั้น เนื่องจากตอนนี้มีหลายปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ยังชะลอตัวอยู่ มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น อนาคตก็ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เม็ดเงินต่างชาติพร้อมที่จะไหลกลับเข้าไปยังตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งนักลงทุนจะต้องตามติดเรื่องนี้ เพราะจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มการลงทุนของโลกมีผลทางอ้อมกับไทย จะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนไม่น้อย

ขณะที่ในประเทศไทยดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ไม่มีเหตุจูงใจทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามา เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้า และยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญด้วย

“หากย้อนดูดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่จัดตั้งตลาดหลักทรัพย์มา ตอนนี้หุ้นไทยกำลังย่ำอยู่ในดอยช์ที่ 2 หลังจากดัชนีขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด เมื่อปี 2557 แล้วหุ้นทยอยปรับลงมา ดอยช์แรกคือก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ดัชนีหุ้นไปแตะที่ 1,700 จุด รวมทั้งปัจจุบันสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) หุ้นไทยแพงถึง 20 เท่า โดยเฉพาะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) สูงถึง 40-60 เท่าก็มี ผู้ลงทุนต้องระมัดระวังกัน หลายตัวราคาเริ่มปรับลงต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่มองว่าหุ้นมีโอกาสที่จะปรับลงมากกว่าปรับขึ้น” นายนิเวศน์ กล่าว

นอกจากนั้น เหตุผลในการลดพอร์ต เนื่องจากหุ้นหลายตัวที่ถืออยู่เฉลี่ยประมาณ 10 ปี ต่างก็ให้ผลตอบแทนเป็น 10 เท่า บางตัวถือมากกว่า 10 ปี หลายตัวราคาหุ้นปรับขึ้นมามากแล้ว จึงตัดสินใจขายหุ้นหลายตัวเหมือนกัน

“ผมมองว่าดัชนีหุ้นจะเคลื่อนไหวไซด์เวย์ เมื่อหุ้นไม่ไปไหนและปัจจัยเสี่ยงเยอะ จึงถือเงินสดไว้รอจังหวะเข้าไปเก็บสะสมหุ้นใหม่ดีกว่า ส่วนหุ้นที่พอจะลงทุนได้คือ หุ้นที่มีกำไรสุทธิอย่างสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงพยาบาล เพียงแต่ตอนนี้ราคาหุ้นโรงพยาบาลได้ปรับขึ้นมามากแล้ว” นายนิเวศน์ กล่าว

นอกจากนั้น พอร์ตได้กระจายความเสี่ยงไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น เพราะเห็นว่าประเทศเจริญเติบโตมากหลายอุตสาหกรรมและประเทศอื่นใช้เป็นฐานในการผลิตมากขึ้น แม้ปีแรกจะไม่มีกำไรจากการลงทุนแต่ถือว่าก็ได้ผลตอบแทนปันผลมาประมาณ 10% ก็พอใจ ตอนนี้ผ่านมา 2 ปีพอร์ต ได้ผลตอบแทนประมาณ 30% แบ่งเป็นกำไรจากราคาหุ้น 20% และเงินปันผล 10% แต่ยังไม่ใส่เงินเพิ่มในตลาดหุ้นเวียดนามขอเวลาศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มก่อน

นายปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทูมอร์โรว์ กล่าวว่า ทางรอดของคนไทยในยุคดอกเบี้ยต่ำคือจะต้องลงทุน ซึ่งการลงทุนจะต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเป็นอย่างไร มีเงินออมอย่างไร การลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับตัวเอง มองว่าหุ้นคือการลงทุนอย่างหนึ่งแต่ผันผวนสูง  คอนโดมิเนียมก็น่าสนใจสามารถสร้างความมั่งคั่งให้มาก

“ตอนนี้ผมเริ่มลงทุนในสตาร์ทอัพใน 5 บริษัท ที่เกี่ยวเนื่องในเรื่องของการลงทุนและธุรกิจบนออนไลน์ ซึ่งต้องลงทุนยาวจะไม่มีเงินปันผลหรือออกระหว่างทาง จะออกได้เมื่อกิจการที่ไปร่วมลงทุนมีการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือเกิดการควบรวมกิจการ หรือมีการซื้อกิจการจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจคาดว่าการลงทุนแบบนี้ เมื่อถึงเวลาออกน่าจะให้ผลตอบแทน 200-300%” นายปิยพันธ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท