
เงินสด ประตูสู่อิสรภาพทางการเงิน
โดย...กันย์ ภาพ อีพีเอ/เอเอฟพี
โดย...กันย์ ภาพ อีพีเอ/เอเอฟพี
ใครๆ ก็อยากมีอิสรภาพทางการเงิน จะใช้จะจ่ายอะไรก็ไม่ต้องมาคิดมากังวลให้มากเกินไป แต่จะไปสู่ขั้นที่จะมีอิสรภาพทางการเงินได้นั้น คุณต้องเป็นนักบริหารวางแผนการเงินให้เป็นระบบเสียก่อน รู้จักกินรู้จักใช้ให้เหมาะสมกับรายได้ของตน กุญแจสำคัญของการไปสู่อิสรภาพทางการเงินตัวหนึ่ง ก็คือ กระแสเงินสด มันคืออะไร แล้วมันนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างไร มาดูกัน กระแสเงินสด มันคือตัวเงินจริงๆ ที่เหลือในก้นกระเป๋าของเรา สูตรคิดง่ายๆ คือ รายรับ ลบ รายจ่าย = กระแสเงินสด
1.รายรับสูงไม่จำเป็นว่ากระแสเงินสดจะสูงเสมอไป เพราะได้เท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับว่าเหลือเท่าไหร่ คนอาชีพเงินเดือนสูง ค่าใช้จ่ายอาจสูงตาม มันวัดกันที่บรรทัดสุดท้ายที่ควรใส่ใจ คือ จงให้ความสนใจรายจ่าย จะเห็นได้ว่า รายได้ต่างกัน แต่กระแสเงินสดอาจจะต่างกันไม่มากก็ได้นะ รายจ่ายจึงสำคัญไม่ควรมองข้าม
2.กระแสเงินสดช่วยบอกได้ว่าเราจะรวยขึ้นหรือจนลง กระแสเงินสด ถ้ามีเหลือเอาไปออม เอาไปลงทุนต่อยอดได้ แต่ถ้ามันติดลบ นั่นคือที่มาของหนี้ ปัจจุบันของล่อตาล่อใจมันเยอะ แถมเป็นหนี้ก็แสนจะง่าย สมัยก่อนไม่มีเงิน ก็ต้องทำใจ ไม่มีไม่ใช้ อยากได้อะไรต้องเก็บเงิน สมัยนี้ ไม่มีเงินก็รูดบัตรผ่อนสิ อีกอย่างที่อันตราย หลายคนรายได้เพิ่มแต่รายจ่ายเพิ่มแบบแรงกว่า ถ้าเป็นงี้ต่อไป ชีวิตจะติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือคำตอบว่าทำไมหาเงินได้มากขึ้น แต่ไม่รวยสักที ไหนจะค่าเทอมลูก เปลี่ยนรถ กินอยู่หรู
มาดูตัวอย่างของรายจ่ายโตไวกว่ารายได้เป็นยังไง?
จงอย่าใช้จ่ายเกินตัว และคอยจับตาดูความเติบโตของรายจ่าย รายรับอาจหายไปได้ทุกเมื่อ แต่รายจ่ายนั้นยั้งยืนยง ที่เลวร้ายกว่าคือถ้าพลาดท่าตกงานรายได้ไม่มี แต่รายจ่ายยังคงเดินต่อ ในชีวิตจริงก็เช่นกัน คนเรามีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่เกิด โต มีลูก แก่ เจ็บ ตาย ทุกระยะมีค่าใช้จ่าย แล้วจะทำยังไง ถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ขาดรายได้มันเกิดกับเรา ดังนั้นจงมีเงินสำรองเท่ากับรายจ่าย 3-6 เดือน เพราะเราไม่รู้ว่าวันไหนจะขาดรายได้
รายได้มี 2 แบบ รายจ่ายก็มี 2 แบบ คือ
1.ต้องทำถึงได้ (Active income) คือ งานแบบค้าขาย อาชีพอิสระต่างๆ หยุดทำ เงินก็หยุด
2.ไม่ต้องทำก็ยังได้ (Passive income) คือ รายได้แบบเสือนอนกิน พวกนี้มาจากการลงทุน หรือธุรกิจที่มันดำเนินได้โดยไม่ต้องมีเราอยู่ทุกวัน ตัวนี้จะมาได้ก็ต่อเมื่อเราสร้างทรัพย์สินหรือธุรกิจ เช่น ค่าเช่าบ้านและที่ดิน ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ การมีกระแสเงินสดเป็นบวกไว้มากๆ คือตัวช่วยเหยียบคันเร่งสู่การสร้างรายได้ Passive เพราะเราจะมีเงินเหลือไปลงทุน
ส่วนรายจ่าย แยกมองได้ 2 มุม คือ
1.แบบลดไม่ได้กับลดได้ ลดไม่ได้คือปัจจัยสี่ที่ต้องกินและมีที่ซุกหัวนอน ภาษีที่ประหยัดแล้วก็ยังต้องเสีย เงินเลี้ยงลูก ส่วนรายจ่ายที่ลดได้คืออะไรที่เกินจำเป็นและตัดได้ เช่น กินหรูอยู่สบายเกินระดับรายได้ รถหรูคันใหม่ ซื้อของฟุ่มเฟือย
2.แบบดีกับแบบเลว แบบดีคือจ่ายแล้วได้คืน เช่น ดอกเบี้ยของเงินที่กู้มาลงทุน ส่วนแบบเลว คือ จ่ายแล้วไปแล้วไปลับโดยเฉพาะของที่ไม่จำเป็นฟุ่มเฟือยต่างๆ
ดังนั้น จงขยันลงทุนต่อยอดเพื่อเพิ่มรายได้ Passive และลดรายจ่ายเลวที่ลดได้ อิสรภาพทางการเงินจะมาหาเราก็ต่อเมื่อวันที่รายได้เสือนอนกิน Passive ของเรามีมากกว่ารายจ่าย เมื่อนั้นเราจะมีทางเลือกว่าเราจะทำงานที่ให้รายได้ Active ต่อไปหรือไม่ก็ได้ นี่ล่ะถึงเรียกอิสระ เพราะว่าเรามีสิทธิเลือก
มี 2 อย่างที่ต้องโฟกัส
1.รายจ่ายสำคัญ ต้องหมั่นพิจารณา อย่าขยันหาความจำเป็นที่ต้องมีรายจ่ายเพิ่ม รถคันเดิมขับได้ขับไปหลายๆ ปี บ้านที่อยู่เองใช้หลักนกน้อยทำรังแต่พอตัว
2.ขยันหาความรู้และเดินหาโอกาสในการลงทุน เลือกลงทุนให้ถูกจริต ชอบดูที่ดินบ้านคอนโดก็ไปทางนั้น ชอบดูหุ้นดูกิจการก็ไปทางหุ้น ชอบลงทุนแต่ขี้เกียจดูแลก็กองทุนรวม ชอบไอเดียบรรเจิดก็สร้างธุรกิจสร้างแฟรนไชส์ แต่งเพลงเขียนหนังสือเขียนโปรแกรมทำแอพก็ยังได้ ขอให้ทำ
ถ้ารายจ่ายน้อย อิสรภาพก็มาไว แต่ถ้าไม่อยากลดไลฟ์สไตล์ ก็ขยันลงทุนสร้างรายได้แบบเสือนอนกิน ตั้งเป้าหมายในการทำงาน เพื่อสร้างพลังใจให้ในการเดินทางไปสู่เป้าหมาย อย่างน้อยการมีเป้าหมายจะทำให้เรามีวิธีคิด มีกรอบในการเดินอย่างรอบคอบชัดเจน







