
ปตท.ลุ้นกำไร7.5หมื่นล.
PTT ส่งซิกปีนี้กำไรดำเนินงานใกล้ 7.50 หมื่นล้าน ธุรกิจก๊าซดียาวถึงปลายปี เอ็นจีวีเลิกขาดทุน
PTT ส่งซิกปีนี้กำไรดำเนินงานใกล้ 7.50 หมื่นล้าน ธุรกิจก๊าซดียาวถึงปลายปี เอ็นจีวีเลิกขาดทุน
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานในปี 2559 มีโอกาสบวกหรือลบใกล้เคียงกับปี 2558 ที่มีกำไรจากการดำเนินงานที่ประมาณ 7.50 หมื่นล้านบาท และจะไม่มีรายการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์เหมือนกับในปีที่ผ่านมา
“กำไรปีนี้จะอยู่ในวิสัยที่ใช้ได้ ปีไหนที่มีบางธุรกิจไม่ดีก็จะมีอีกธุรกิจที่ดีมาช่วยเสริม ปีที่แล้วธุรกิจที่โด่ดเด่นคือโรงกลั่น ส่วนที่แย่คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. กับโรงแยกก๊าซ ซึ่งปีนี้โรงกลั่นอาจจะย่อลง แต่ธุรกิจก๊าซไตรมาสแรกเป็นพระเอก เพราะมีต้นทุนลดลงแต่ช้ากว่าราคาน้ำมันราว 6-9 เดือน ส่งผลดีต่อต้นทุนธุรกิจก๊าซต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3-4 ปีนี้ด้วย” นายวิรัตน์ กล่าว
สำหรับค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบเงินบาทผันผวนสูงตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค. ทุกการเปลี่ยนแปลง 1 บาท จะมีผลต่อกำไรอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้กลุ่ม ปตท.จะบริหารป้องกันความเสี่ยงแบบธรรมชาติ พยายามบริหารหนี้เหรียญสหรัฐให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับรายได้ที่เป็นเหรียญสหรัฐเพื่อลดผลกระทบความผันผวน
นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท.มีเงินสดภายในมากถึงประมาณ 3.80 แสนล้านบาท จึงมีแนวความคิดจะซื้อหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญประมาณ 10-20% ของหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐทั้งหมด หากทำได้สำเร็จทำให้ต้นทุนการเงินเฉลี่ยลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4.4-4.5% และปีนี้ไม่มีแผนจะออกหุ้นกู้สกุลบาทในประเทศ แม้จะมีหุ้นกู้สกุลบาทครบอายุประมาณ 4 หมื่นล้านบาทก็ตาม และเงินสดที่มีอยู่จำนวนมาก บริษัทลูก เช่น ปตท.สผ.มีโอกาสจะเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มในแหล่งที่มีการลงทุนอยู่แล้วในปี 2559
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 1/2559 คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปีนี้ 35-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต่ำกว่าปี 2558 ที่ 51 เหรียญสหรัฐ หากราคาลงไม่ต่ำกว่ากรอบที่ประเมินไว้ก็จะไม่มีรายการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์เกิดขึ้น
ด้านธุรกิจถ่านหินของบริษัทเตรียมที่จะเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทในเดือน พ.ค.นี้ ถึงแนวทางการจัดการ เนื่องจากยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จากเดิมอยู่ที่ระดับ 35-40 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปัจจุบันอยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐ/ตัน และธุรกิจยังมีกำไรต่อเนื่อง ส่วนนโยบายการลอยตัวราคาเอ็นจีวีส่งผลให้ไตรมาสแรกขาดทุนลดลงเหลือราว 900 ล้านบาท และมีโอกาสเหลือศูนย์ได้ภายในปี 2559







