
โอดกลต.ปิดทางหุ้นดี
เกณฑ์อนุญาตขายหุ้นไม่เข้าท่า
เลิกจี้เสียทีสิงคโปร์เมินใช้แล้ว
โพสต์ทูเดย์
— วงการวาณิชธนกิจโอด ก.ล.ต.สวมบทผู้พิพากษา ชี้เป็นชี้ตายหุ้นน้องใหม่ ปิดทางบริษัทชั้นดีเข้าตลาดหุ้นวาณิชธนากรในวงการตลาดทุน เปิดเผยว่า เกณฑ์การรับหลักทรัพย์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ข้อที่ระบุว่า ต้องแสดงให้เห็นได้ว่าบริษัทที่เสนอขายหุ้นให้กับประชาชนไม่มีเหตุสงสัยว่าไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องนั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาและทำให้บริษัทหลายแห่งไม่สามารถเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้ เช่น บริษัทในกลุ่มธุรกิจกระดาษ และเอทานอล เป็นต้น
“
ก.ล.ต.ไม่เชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้จะไปรอด และไม่เชื่อว่าจะแข่งขันกับผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรมได้ แต่ขอถามว่า ก.ล.ต.ใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสิน และถึงมีเกณฑ์ข้อนี้ยังเกิดกรณีของบริษัทรถหรู หรือ เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (SECC) ออกมาได้ ซึ่งในตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้ยกเลิกเกณฑ์ข้อนี้ไปแล้ว โดยให้นักลงทุนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าธุรกิจไปรอดหรือไม่รอด ดังนั้นเห็นว่า ก.ล.ต.ไม่ควรเล่นบทบาทชี้ว่าบริษัทใดขายหุ้นได้หรือไม่ได้ เป็นการปิดโอกาสให้บริษัทที่จะขยายตัวสูงเข้าตลาดหุ้น”แหล่งข่าวรายเดิม เปิดเผยว่า กรณีทางสำนักงาน ก.ล.ต.จะนำแนวทางการเปิดเผยข้อมูลมากที่สุด (DiclosureBased) มาใช้ในการรับหลักทรัพย์ และจะเริ่มใช้ในปี 2555 นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี และหวังว่าจะนำมาใช้กับการรับหุ้นใหม่ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
ขณะนี้กำลังร่างเกณฑ์จรรยา บรรณสำหรับที่ปรึกษาในการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ว่า เมื่อนำหุ้นบริษัทใดเข้ามาแล้วต้องอยู่ดูแลไปอีก 23 ปี เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าบริษัทที่ขายหุ้นไอพีโอจะเป็นบริษัทที่ดีมีอนาคต
ก่อนหน้านี้ MS.Yeo Lian Sim หัวหน้าฝ่ายกำกับหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ นำกรณีศึกษาปัญหา อุปสรรค และความสำเร็จของการรับหลักทรัพย์ด้วย DiclosureBased ในงานเสวนา
“SMEs ก้าวไกล mai ก้าวหน้า” ว่า เกณฑ์ดังกล่าวช่วยสะท้อนภาพการรับหลักทรัพย์ที่มีความเป็นจริงมากขึ้น ที่ปรึกษาทางการเงินต้องทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยง มีส่วนรับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น“
เกณฑ์เดิมมีส่วนทำให้บริษัทยื่นเสนอรายการเสนอขายหุ้น (ไฟลิง) ไม่ผ่านถึง 30%”กรณีตลาดหุ้นสิงคโปร์หันมาใช้เกณฑ์ DiclosureBased นี้ พบว่าจะช่วยเพิ่มหุ้นรายกลุ่มมากขึ้น โดยปี 2552 มีหลักทรัพย์เข้ามาเพิ่มจนสามารถจัดกลุ่มรายอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด 16 กลุ่ม เทียบกับปี 2542 จัดได้เพียง 9 กลุ่ม และทำให้มูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้หุ้นของบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) หรือ IFS จำนวน 470 ล้านหุ้น เข้าซื้อขายได้ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2553







