
คสช.พยุงเศรษฐกิจ-หนุนหุ้น
คสช.เข้ามาบริหารประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นแกว่งตัวในกรอบกว้างมาก ร่วงลงไปต่ำสุดบริเวณ 1,224 จุด
โดย...ทีมข่าวตลาดหุ้นโพสต์ทูเดย์
คสช.เข้ามาบริหารประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นแกว่งตัวในกรอบกว้างมาก ร่วงลงไปต่ำสุดบริเวณ 1,224 จุด ส่วนจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,615 จุด ส่วนปัจจุบันซื้อขายบริเวณ 1,400 จุด
สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เคลื่อนไหวล้อไปกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เพียงแต่เศรษฐกิจไทยและหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่วงจรเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวรวมถึงประเทศจีน ทำให้ปัจจัยในประเทศขับเคลื่อนได้ยากเพราะส่งออกติดลบ การบริโภคยังไม่ดี การลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเกิดช้ากว่าที่คาดหวัง แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก็ปรับลดลงเช่นกัน
การบริหารงานของ คสช.ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส จากระดับต่ำกว่า 2% จนขึ้นมาอยู่ที่ 2% และ 3.2% ในไตรมาส 1/2559 ดัชนีหุ้นก็ปรับตัวขึ้นนำการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมาโดยตลอด เพียงแต่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตกต่ำ การประมูล 4จี ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ แต่แท้จริงหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา
รัฐบาลออกนโยบายเศรษฐกิจหลายเรื่อง เริ่มต้นด้วยการปรับกลไกราคาพลังงานลอยตัว ราคาก๊าซสมัย “ณรงค์ชัย อัครเศรณี” เป็น รมว.พลังงาน ทำให้บริษัท ปตท. ไม่ต้องรับผลขาดทุนจากการพยุงราคาก๊าซ ส่วน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอาจจะยังไม่เกิดผลในระยะสั้น มาถึงยุค “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มีนโยบายกองทุนหมู่บ้านเข้าถึงกลุ่มฐานรากและยังมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง
“แม้ว่าการทำงานของ คสช. ไม่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่การมีนโยบายต่างๆ ออกมา ก็ไม่ทำให้เศรษฐกิจปรับลดลงไปมากกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเจอปัจจัยลบหลายอย่างกดดัน ตั้งแต่ภัยแล้งที่รุนแรง ส่งออกโตติดลบ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี 1.5 หมื่นบาท ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา อาจดูเป็นมาตรการที่กระตุ้นระยะสั้น แต่ก็ทำตัวเลขไม่แย่ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากนี้” สุกิจ กล่าว
นอกจากนั้น รัฐบาลพยายามดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้ แต่อาจจะช้ากว่าที่หลายคนฝากความหวังไว้ เรื่องการลงทุนของภาครัฐโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ลงทุนภาคเอกชนไม่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นที่จะลงทุนตามก็ยังไม่มี ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้น มีการกระจายความเสี่ยงและขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศอยู่แล้ว
สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของ คสช. คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ต้องมีการปล่อยสินเชื่อ ราคาหุ้นถูกกดดันจากการลดดอกเบี้ยเงินกู้ นักลงทุนกลัวหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น กดดันกำไรลดลงอีก รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับให้เช่าพื้นที่ จะมีรายได้ที่มั่นคงและแน่นอน
นอกจากนั้น ยังแนะนำหุ้นกลุ่มค้าปลีกหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ หากรัฐมีการลงทุนมีการจ้างงานมีกำลังซื้อเกิดขึ้นเป็นวงจรต่อเนื่อง เพียงแต่รอราคาหุ้นกลุ่มเหล่านี้ปรับลงมาก่อน
สิ่งที่อยากฝากไว้ คือ ระยะเวลาที่เหลือในการบริหารประเทศ รัฐบาลควรมีนโยบายหรือมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาก่อน ส่วนการวางรากฐาน เช่น การแก้กฎหมายก็ควรทำ แต่กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานาน!!!







