
ซีอีโอ บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ ลงทุนหุ้นปันผลชนะนักเก็งกำไร
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย / ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย / ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ (BTW) ผู้ประกอบการธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น(โฮลดิ้ง) โดยมีบริษัท เบสท์เทค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง เป็นบริษัทแกน ให้บริการแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กและโครงสร้างเหล็ก (Steel Fabrication) ตามความต้องการและข้อกำหนด (Specification) ของลูกค้า เตรียมจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นหุ้นน้องใหม่ในไตรมาส 3 ปี 2559 โดยมี “โชติก รัศมีทินกรกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 ของ BTW
“โชติก” นอกจากมีฝีมือในการบริหารธุรกิจแล้ว ยังมีความสามารถในการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวด้วย โดยปกติตั้งเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 7% ต่อปี แต่ยอมรับว่าในภาวะดอกเบี้ยต่ำขณะนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก
เขามีมุมมองการลงทุนแบบอนุรักษนิยม จะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วน 50% ซึ่งสูงสุดของพอร์ตลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผลในระดับที่พอใจ โดยไม่สนใจมองการขึ้นหรือลงของราคาหุ้น คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปีขึ้นไป
“มีหุ้นหลายตัวที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีมากและจ่ายอย่างสม่ำเสมอ อาทิ หุ้นสื่อสาร หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หุ้นรับเหมาก่อสร้าง หุ้นธนาคารพาณิชย์ มองว่ายังไงธุรกิจจะไม่ขาดทุน รวมถึงหุ้นการเกษตรบางตัวที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 6-7%
“หลักการลงทุนในหุ้นปันผลสามารถเลือกได้ง่าย ดูจากความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในอดีต ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการนำเงินไปฝากในธนาคารพาณิชย์ที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่ต่ำ”
อย่างไรก็ตาม ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนในปี 2558 ที่ผ่านมา ยอมรับว่าการลงทุนในตลาดหุ้นทำให้เซียนส่วนใหญ่ขาดทุน รวมถึงกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลักก็ขาดทุน
แต่หากไม่ดูราคาหุ้นถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีเงินปันผลแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นลดลงแรงฉุดหุ้นกลุ่มนี้ให้ลงตามไปด้วย สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลง แต่มีบางกลุ่มเหมือนกันที่ราคาหุ้นไม่ลง เช่น กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มบริการ
พอร์ตลงทุนในหุ้นของเขาในช่วงปี 2558 ก็ขาดทุนจากส่วนต่างราคาอยู่หลายตัว แต่ยังสามารถได้รับเงินปันผล และเมื่อราคาลงในบางตัวก็จะเข้าไปทยอยซื้อเพิ่ม แต่ต้องเลือกด้วยเพราะหุ้นปันผลบางตัวราคาปรับลดลงตามผลประกอบการที่อ่อนตัวลง
ผมลงทุนไม่ได้มุ่งหวังราคาหุ้นที่สูงขึ้นมากนัก เพราะเกิดเฉพาะช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น แต่ภาวะปัจจุบันหุ้นผันผวน ปีที่ผ่านมายอมรับว่ามีหุ้นในพอร์ตหลายตัวขาดทุนหากดูราคาหุ้นแต่น้อยมาก แต่ได้เงินปันผลชดเชยแทนมา ยังดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ หลายคนที่ลงทุนเพราะต้องการส่วนต่างราคาขาดทุนมากถึง
30-40%
“การลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผล ผมจะไม่ไปตกใจกับราคาหุ้นที่ตกลงมา เพราะมองว่าหุ้นยังมีศักยภาพทำกำไร สามารถจ่ายเงินปันผลได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก คาดหวังส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้นตอนนี้มีความเสี่ยงชัดเจน”โชติก กล่าว
ปัจจุบันได้ลงทุนในตลาดหุ้นในรูปแบบนี้มามากกว่า 7 ปี สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกมาโดยตลอด แม้จะมีคนที่รู้จักบอกว่าการลงทุนลักษณะนี้เป็นแบบโบราณ แต่ผมกลับมองว่าเป็น “นักลงทุน” ไม่ใช่ “นักเก็งกำไร” และเชื่อว่าการลงทุนรูปแบบนี้จะให้ผลตอบแทนชนะนักเก็งกำไรแน่นอน
“การลงทุนของผมบริษัทหลักทรัพย์มักไม่ค่อยชอบ เพราะจะถือลงทุนแบบระยะยาว เวลาเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) โทรมาแจ้งเวลาหุ้นขึ้นหรือลง ผมจะตอบกลับไปว่าให้ใจเย็นๆ โดยบอกอีกว่าพอร์ตผมนิ่งมาก แทบไม่มีการเคลื่อนไหวเลย”
นอกจากนี้ ยังแบ่งเงินประมาณ 10% ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ คือที่ดิน เพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีจำกัด เหมาะสมกับการวางเงินเย็นลงทุน ส่วนใหญ่จะซื้อที่ดินในต่างจังหวัดบริเวณรอบเขตกรุงเทพฯ ที่ราคายังขึ้นไปไม่สูงนัก เช่น ในแถบแปดริ้ว และ จ.นครนายก รวมถึงที่ดินบางเขตในกรุงเทพฯ ด้วย เช่น เขตหนองจอก ลาดกระบัง ซึ่งมีทำเลอยู่ติดถนน เข้าเพียง 4-5 กิโลเมตร มีราคาปัจจุบันอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท/ไร่ แต่อาจต้องยอมรับความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมบ้าง ขณะที่มองการลงทุนในระยะยาวเชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาป้องกันและดูแลปัญหานี้
ส่วนที่เหลือของพอร์ตจะลงทุนในพันธบัตร กองทุนรวมต่างๆ ข้อดีของกองทุนรวมเพราะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วย แต่ถ้าเป็นกองตราสารหนี้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5% แต่ก็ยังต่ำกว่าหุ้นที่มีเงินปันผลดีๆ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะเก็บเงินสดไว้ส่วนหนึ่งสำหรับความจำเป็นในชีวิตประจำวัน
ช่วงที่ผ่านมาเคยลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์แบบไม่ได้ต้องการลงทุน เพราะต้องการศึกษาว่ามีการบริการการลงทุนในลักษณะใด บวกกับหลักการที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้วย ก็ได้รับผลลัพธ์ว่าขาดทุนชัดเจนถึง 30-40% โดยคิดว่าอนาคตมีโอกาสจะกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลา
“โชติก” กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำคัญของการลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นการออมเตรียมเงินไว้ให้เพียงพอใช้จ่ายในช่วงที่มีอายุมากขึ้น หรือหลังเกษียณชีวิตการทำงาน







