
เศรษฐกิจดิจิทัล กับการพัฒนาดิจิทัลไทยแลนด์ (1)
โดย...ภาณิศา สุวรรณเมธาจารย์ ทนายความอาวุโส
โดย...ภาณิศา สุวรรณเมธาจารย์ ทนายความอาวุโส
ปัจจุบันแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก หากประเทศใดประสงค์ที่จะขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าของภาคเศรษฐกิจของโลก การพัฒนาจึงจำเป็นที่จะต้องมีมากกว่าการขยายฐานการผลิต (Manufacturing Driven) หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Efficiency Driven) ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังลดความสำคัญลงเนื่องจากการขยายฐานในการผลิต หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตจะทำให้เกิดภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผลที่ได้รับอาจจะไม่ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการผลิตด้วยวิธีการดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว มาเป็นการให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เพื่อเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Technology Driven) แทนการพัฒนาและขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจด้วยวิธีการเดิมต่อไป
ในระยะกลางและระยะยาว การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนหลักให้กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนปัจจัยของการพัฒนาทางเศรษฐกิจแหล่งอื่นๆ เช่น การเพิ่มคนงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักรและเครื่องมือ เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่จะค่อยๆ หมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุที่ว่า ยิ่งจ้างคนงานมากเท่าใด ยิ่งใช้เครื่องจักรมากเท่าใด ในท้ายที่สุด พอถึงจุดหนึ่ง การใช้ทรัพยากรมนุษย์และทุนเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้เกิดสภาวะต้นทุนที่สูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับในบั้นปลาย ตามกฎแห่งผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Rule of Diminishing Returns) ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกแง่หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนพื้นฐานของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ยังมีพื้นฐานอยู่บนการผลิตสินค้าหรือบริการแบบซ้ำๆ กันออกมาเป็นจำนวนมาก โดยใช้กระบวนการผลิตแบบเดิมๆ จะค่อยๆ ลดความมีประสิทธิภาพลง เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) นั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าที่เกิดจากผลิตผล (Output) กล่าวคือ ยิ่งผู้บริโภคได้รับสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นจำนวนมากซ้ำๆ เท่าไร สินค้าหรือบริการเหล่านั้นยิ่งมีมูลค่าน้อยลงด้วยตามลำดับเช่นกัน
[ธีรพล สุวรรณประทีป: 2558]
ดังนั้น หากประเทศใดประสงค์ขึ้นมาอยู่แนวหน้าของเศรษฐกิจโลก จึงมีความจำเป็นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศนั้นๆ จะต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เข้ามาผสมผสานกับการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการต่างๆ เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
ความหมายของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และความสำคัญ
เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) หมายถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการสร้างเสริมเศรษฐกิจ หรือให้ง่ายกว่านั้น คือ การใช้เทคโนโลยีทั้งหลายในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ภาคการผลิตจนถึงภาคการจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยดำเนินการทั้งระบบ [อานันท์ เกียรติสารพิภพ: 2558]
สถานการณ์ของการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยปัจจุบัน
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้จัดทำร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และร่างแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สำหรับปี 2558-2561 (3 ปี) ซึ่งร่างดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2559 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนารายยุทธศาสตร์ และ/หรือรายวาระ รวมถึงให้กระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐต่างๆ นำไปพิจารณาประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติราชการและคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยงานนั้นๆ ต่อไป
ร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีวิสัยทัศน์ เพื่อปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) โดยที่ประเทศไทยสามารถสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และทรัพยากรอื่นใด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ในส่วนของร่างแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล มีวิสัยทัศน์ กล่าวคือ ภาครัฐบาลจะยกระดับสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน มีการดำเนินงานแบบอัจฉริยะ ให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ กล่าวคือ (1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถรองรับการไปสู่รัฐบาลดิจิทัล (2) ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน (3) ยุทธศาสตร์การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และ (4) ยุทธศาสตร์การยกระดับความมั่นคงและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
ตัวอย่างนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศมาเลเซียและประเทศเกาหลีใต้
ประเทศมาเลเซีย
มาเลเซียได้ริเริ่มนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่ปี 2555 โดยการวางเป้าหมายให้นำนโยบายดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ของประเทศภายในปี 2563 เพื่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนในทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ เชื่อมโยงมาเลเซียกับสังคมโลกได้อย่างรวดเร็ว อันนำไปสู่การยกระดับรายได้ประชาชาติ (Gross National Income : GNI) การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนมาเลเซีย การปรับใช้นโยบายดังกล่าวของมาเลเซียสะท้อนอยู่ในมาตรการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีการสื่อสาร (ICT) ที่เรียกว่า Multimedia Super Corridor (MSC) ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุน โดยนักลงทุนที่ได้รับ MSC จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นระยะเวลา 10 ปี เครื่องจักรหรือเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบธุรกิจที่นำเข้าจากต่างประเทศจะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร และนักลงทุนสามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือได้อย่างไม่จำกัดจำนวน นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้ปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านเทคโนโลยีการสื่อสารให้ทันสมัย เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย
นอกจากมาตรฐานการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลมาเลเซียยังคำนึงถึงพลวัตของข้อมูลในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในสังคม จึงบัญญัติกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act 2010 : PDPA) เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีเป้าหมายในการควบคุมการเก็บรวบรวม เก็บรักษา และเปิดเผยซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากกิจกรรมในเชิงพาณิชย์
ดังนั้น เมื่อมาเลเซียมีการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการให้ความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก ที่มีการเคลื่อนย้ายข้อมูลขนาดมหาศาลระหว่างประเทศ ซึ่งในกรณีนี้ทำให้ประเทศคู่ค้าตะวันตกไม่สามารถกีดกันผู้ประกอบการมาเลเซียเพื่อไม่ให้ประกอบกิจการในประเทศของตนโดยอ้างมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อีกต่อไป มาเลเซียจึงเป็นประเทศในอาเซียนประเทศหนึ่งที่ควรต้องจับตามองเป็นอย่างมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ [อานันท์ เกียรติสารพิภพ: 2558]
ประเทศเกาหลีใต้
เกาหลีใต้เป็นประเทศที่เคยผ่านวิกฤตการณ์อันเลวร้ายมาหลายครั้ง ทั้งสงครามโลก สงครามในประเทศ และสงครามกับเกาหลีเหนือ แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้กลับกลายเป็นประเทศผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาการดำเนินธุรกิจและการบริหารประเทศของเกาหลีใต้แล้ว เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับ Digital Content ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของการกระจายของวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ หรือที่เรียกว่า Korean Wave ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นละคร ภาพยนตร์ หรือเพลง ซึ่งนโยบายและทิศทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก
การส่งเสริมนโยบายที่ใช้ Digital Content ในการขับเคลื่อนประเทศนี้ เป็นไปเพื่อหารายได้ทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังเสื่อมถอยลงจากเศรษฐกิจฟองสบู่ และสร้างแบรนด์ใหม่ให้กับประเทศ โดยประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ ได้ดำเนินการตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่เพื่อส่งเสริมนโยบายดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลของเกาหลีใต้ก็ได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้นโยบายนี้เป็นรูปธรรม อาทิ การตั้งกองทุนสร้างภาพยนตร์ คอยดูแลตรวจตราให้ร้านคาราโอเกะชำระค่าลิขสิทธิ์ให้ครบถ้วน ช่วยทำบทแปลภาพยนตร์และการตลาด เพื่อนำไปฉายในต่างประเทศ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการส่งเสริมนโยบายที่ให้ Digital Content เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังดำเนินการวางโครงข่ายโทรคมนาคมความเร็วสูงทั้งประเทศอีกด้วย







