posttoday
ชี้ช่องเจาะค้าปลีก อินโดนีเซีย

ชี้ช่องเจาะค้าปลีก อินโดนีเซีย

18 พฤษภาคม 2559

รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดกว้างด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศผ่านการผ่อนคลายกิจการที่มีเงื่อนไขในการลงทุน

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดกว้างด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศผ่านการผ่อนคลายกิจการที่มีเงื่อนไขในการลงทุน (Negative Investment Lists) ถึง 35 รายการในเดือน ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งการเพิ่มสัดส่วนการครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ หรือเปิดเสรีในกิจการที่เคยปิด อาทิ e-Commerce โดยหนึ่งในภาคธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดกว้างมากขึ้นอีกในอนาคต คือ ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการนำสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าตลาดอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ในปี 2558 ที่ผ่านมาตลาดค้าปลีกในอินโดนีเซียขยายตัวกว่าร้อยละ 10 มีมูลค่าแตะ 3.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นมาติดอันดับที่ 12 ของดัชนีชี้วัดประเทศที่น่าลงทุนในธุรกิจค้าปลีกในปี 2558 (Global Retail Development Index) จากอันดับที่ 19 เมื่อปี 2556

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าจำนวนประชากรในเขตเมือง (Urban Population) ของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นแตะ 170 ล้านคน ในอีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมกับกำลังซื้อในเขตเมืองที่จะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558 ไปอยู่ที่ราว 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ตามรายได้ต่อหัว (GNI per capita) ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นโอกาสจับกลุ่มผู้บริโภคในสังคมเมืองจึงมีมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการชาวไทยอาจจับกลุ่มผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียที่มีรายได้ปานกลางขั้นสูงกว่า 5 ล้านรูเปียห์/เดือนขึ้นไป หรือราว 1.34 หมื่นบาท ที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างน่าจับตา โดยมูลค่าการใช้จ่ายต่อเดือนของผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ต่อปี ไปแตะ 9.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสินค้าจำพวกอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เครื่องสำอาง และเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ทำการตลาดที่เหมาะสมอยู่ที่เกาะชวา ที่มีกลุ่มประชากรเป้าหมายมาก มีสาธารณูปโภคเพียบพร้อม ซึ่งได้แก่ เมืองหลวงกรุงจาการ์ตาและเมืองสุราบายา รวมถึงหัวเมืองรองระดับ 2 (2nd-tier city) ที่สำคัญ 5 แห่งซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญ มีช่องทางการค้าปลีกทันสมัยที่หลากหลาย ประกอบกับมีจำนวนชาวต่างชาติที่ทำงานในเมืองและนิคมอุตสาหกรรมมากซึ่งจะมีส่วนช่วยให้สินค้าจากต่างประเทศมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น ได้แก่ Bogor Depok Tangerang Bekasi และ Bandung

ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่เป็นช่องทางสำคัญ เพราะผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อเน้นการจับจ่ายใช้สอยในร้านสะดวกซื้อหรือมินิมาร์ทเป็นหลัก และเริ่มจับจ่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีมากขึ้นตามหัวเมืองใหญ่ๆ แม้ปัจจุบันสัดส่วนของยอดค้าปลีกสมัยใหม่ในอินโดนีเซียยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีทิศทางการเติบโตที่น่าจับตา โดยสัดส่วนร้านค้าปลีกร้อยละ 85 อยู่ในเกาะชวา และกว่าร้อยละ 96 เป็นร้านสะดวกซื้อของบริษัทอินโดนีเซียรายใหญ่ 2 ราย ได้แก่ Indomaret และ Alfamart

ขณะที่ Hypermarket และ Supermarket ส่วนใหญ่จะเป็นของบริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องลองเดินทางไปสำรวจช่องทางการค้าสมัยใหม่ ที่มีศักยภาพและมีการจำหน่ายสินค้าไทยอยู่แล้วหรือมีความต้องการที่จะจำหน่ายสินค้าต่างชาติด้วยตัวเอง

กลยุทธ์การเข้าตลาดอินโดนีเซียด้วยการจัดหาตัวแทนการค้า (Agent Appointment) อาจเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ หากแต่การเข้าติดต่อช่องทางการค้าโดยตรงอาจเหมาะสำหรับสินค้าเฉพาะกลุ่มหรือมีปริมาณของสินค้าส่งออกที่ไม่สูงมากนัก

สุดท้ายสินค้าไทยยังคงมีความได้เปรียบสินค้าจากประเทศอื่นๆ ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ภาษีนำเข้าระหว่างกันส่วนใหญ่เหลือร้อยละ 0

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท