posttoday
การเงินของเรา... แข็งแรงดีแล้วหรือแค่ไม่ป่วย

การเงินของเรา... แข็งแรงดีแล้วหรือแค่ไม่ป่วย

18 พฤษภาคม 2559

โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหาร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย

โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหาร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย

หลายท่านเชื่อว่าหากจะรวยก็ต้องหาเงินเยอะๆ ความคิดนี้ถูกต้องครับแต่ไม่ทั้งหมด เพราะแม้รายได้ต่อเดือนจะสูงแต่หากใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแล้วก็จะมีเงินเหลือเก็บน้อย หรือแม้ชำนาญการลงทุนแต่ไม่เคยทำประกันอุบัติเหตุหรือรักษาพยาบาลเลย พอถึงคราวเคราะห์ขึ้นมาก็ต้องขายสินทรัพย์ลงทุนนั้นมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลไปเสีย สุดท้ายกราฟความร่ำรวยก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไปตลอดทาง หรือบางท่านมีเงินเพียงพอใช้ในปัจจุบัน แต่เมื่อเกษียณแล้วไม่เหลือเงินมากพอ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เป็นต้น

ดังนั้น การจะสร้างความมั่งคั่งจึงไม่ใช่แค่การหารายได้แต่เพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้ครบทุกด้าน นอกจากการหารายได้แล้วควรให้ความใส่ใจกับการออม การลงทุน เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน การป้องกันความเสี่ยง และการวางแผนระยะยาวเพื่อเกษียณ

ออมเงินเก่งก็รวยเร็ว การออมเป็นหัวใจสำคัญ เพราะถ้าไม่มีการออมก็จะไม่มีการลงทุนหรือทำประกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ฐานะการเงินเราเปราะบางได้ง่าย หลายท่านคงได้ยินคำว่าออมก่อนใช้กันแล้ว ซึ่งเราเองก็สนับสนุนเรื่องนี้ แนะนำเพิ่มเติมว่าการจะออมก่อนใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเปิดบัญชีกองทุนรวมพร้อมกับสมัครใช้บริการหักบัญชีออมทรัพย์เพื่อซื้อกองทุนรวมอัตโนมัติ ก็จะช่วยให้แยกเงินที่จะใช้จ่ายประจำวัน (ส่วนที่เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์) ออกจากการออมการลงทุน (ส่วนที่เก็บไว้ในกองทุนรวม) ได้อย่างสะดวก ส่วนระดับการออมที่เหมาะสมนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละท่าน ทั้งนี้ทางทีม K-Expert ได้ลองคำนวณโดยจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับคนคนหนึ่งตลอดทั้งช่วงชีวิตแล้วพบว่า การออมอย่างน้อย 20% ของรายได้นั้นเป็นระดับที่เหมาะสม

สำรองเงินมากพอก็ช่วยต้านทานภัยการเงินได้ เมื่อเริ่มออมได้แล้วลำดับต่อมาคือการเร่งสร้างเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เงินส่วนนี้จะช่วยให้เราหยิบมาใช้ยามจำเป็น ไม่ว่าจะซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออื่นๆ โดยหน้าที่ของมันคือการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครในยามที่ต้องใช้เงิน ท่านสามารถสร้างเงินสำรองได้ด้วยการสะสมสินทรัพย์สภาพคล่องสูงความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินสดและเงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่มองว่าจะแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย แนะนำว่าควรมีสัก 6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนจะกำลังดี

ทำประกันเพื่อช่วยปกป้องการเงินของตัวเองและครอบครัว สถิติของสมาคมประกันชีวิตไทยระบุว่ามีคนไทยเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แม้มุมมองต่อการทำประกันในปัจจุบันจะดีขึ้นมาก แต่หลายคนยังปฏิเสธการทำประกันด้วยเหตุที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เช่น ไม่น่าจะประสบอุบัติเหตุ ไม่น่าจะป่วย หรือไม่น่าจะเสียชีวิต จริงอยู่ที่โอกาสเกิดเหตุเหล่านี้จะน้อย แต่หากเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งจะส่งผลรุนแรงอย่างมาก เราเคยเจอกรณีที่ต้องใช้เงินที่ออมมาทั้งชีวิตจ่ายเป็นค่าหมอไปเสียเกือบหมดด้วยเหตุที่ไม่ได้ทำประกันโรคร้ายแรงไว้ ดังนั้นอย่ามองข้ามเรื่องนี้ แนะนำว่าควรมีทุนประกันชีวิตอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี โดยทำประกันทั้งแบบสะสมทรัพย์และตลอดชีพควบคู่กันเพื่อสร้างทุนประกันให้มากพอ และอย่าลืมที่จะทำประกันโรคร้ายแรงและอุบัติเหตุด้วย

ลงทุนเพิ่มพลังโจมตี ปัจจุบันก็ยังพบว่าคนจำนวนไม่น้อยยังเน้นการฝากเงินอย่างเดียว เพราะมองว่าปลอดภัยไร้ความเสี่ยง แต่อยากจะบอกว่าการไม่เสี่ยงเรื่องการลงทุนถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะฝากออมทรัพย์อย่างเดียวได้ผลตอบแทน 0.50% ต่อปี ผลตอบแทนที่ได้รับถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับสถานการณ์ข้าวของแพงขึ้นทุกปี แปลว่าเมื่อเวลาผ่านไปเงินเราด้อยค่าลง ซื้อของได้น้อยลง คุณภาพชีวิตก็แย่ลงไปด้วย ดังนั้นหากรับความเสี่ยงได้ก็ควรลงทุน

การลงทุนที่ดีคือการลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวถึงการจัดสรรเงินลงทุนเป็นสัดส่วนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ กลาง และสูง ซึ่งท่านที่เริ่มต้นลงทุนอาจยังไม่คุ้นเคยเพราะมีตัวเลขเยอะ ดังนั้นถ้าเอาแบบง่ายๆ ก็ให้ประเมินเฉพาะจากสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ก่อนก็ได้ แนะนำว่าผู้รับความเสี่ยงได้ปานกลางไม่ควรลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงเกินร้อยละ 30 ของเงินลงทุน ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงนั้นไม่ควรลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงเกินร้อยละ 55 ของเงินลงทุน

ออมเงินระยะยาวเพื่อใช้ชีวิตเกษียณอย่างมีคุณภาพ หนึ่งในเรื่องที่เราสะเทือนใจคือการทราบว่าผู้ขอรับคำแนะนำเกษียณด้วยการเหลือเงินจำนวนเล็กน้อย ที่คิดอย่างไรแล้วก็ไม่น่าจะพอดำรงชีพได้ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า การพึ่งพาลูกหลานอาจจะเป็นทางออกที่ดีในยุคก่อนๆ แต่ด้วยแนวโน้มค่าครองชีพสูงขึ้นทำให้การพึ่งพาลูกหลานทำได้ลำบากขึ้น ดังนั้นจึงปลอดภัยกว่าหากเราจะเตรียมเงินไว้เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเองในอนาคต K-Expert แนะนำว่าควรเตรียมเงินเพื่อทยอยใช้จ่ายไว้สักประมาณ 6-10 ล้านบาท เมื่ออายุ 60 ปี

ล่าสุดทาง K-Expert ได้จัดทำเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินชื่อ K-Expert Money Hero เพื่อให้ประเมินความฟิตการเงินทั้ง 5 ด้านที่ได้กล่าวไป ลองเข้าไปเช็กดูนะครับว่าการเงินเราแข็งแกร่งแค่ไหน www.askkbank.com/K-ExpertMoneyHero ใช้ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเราอยากให้สังคมไทยแข็งแรงด้านการเงินครับ

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล